สารบัญ

หลายคนอาจเคยเห็นข่าวเกี่ยวกับคนที่มี Bitcoin อยู่จำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงบิทคอยน์ได้อีกแล้ว เพราะอะไร?

บางคนทำฮาร์ดไดรฟ์หาย บางคนลืมรหัสผ่าน บางคนเก็บไฟล์ Wallet ไว้ในคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าที่พังไปแล้ว และบางคนอาจลืมไปด้วยซ้ำว่าข้อมูลสำคัญของตัวเองถูกเก็บไว้ที่ไหน

เรื่องเหล่านี้ทำให้หลายคนสงสัยว่า "ทำไมไม่แค่จด Seed Phrase เอาไว้?"

คำตอบก็คือ ในยุคแรกของ Bitcoin วิธีสำรอง Wallet ไม่ได้สะดวกและเป็นมาตรฐานเหมือนที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันครับ

ย้อนกลับไปในช่วงแรก ๆ ผู้ใช้จำนวนมากต้องดูแลไฟล์ Wallet และ Private Key ด้วยตัวเอง หากข้อมูลเหล่านั้นสูญหายโดยไม่มีการสำรองไว้ ก็อาจหมายถึงการสูญเสียสิทธิ์ในการควบคุม Bitcoin เหล่านั้นไปตลอดกาลครับ

บทความนี้จะพาย้อนกลับไปดูว่า ตั้งแต่วันแรกของ Bitcoin ผู้คนเก็บและสำรอง Wallet กันอย่างไร และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ Bitcoin ของบางคนยังคงอยู่บน Blockchain แต่เจ้าของกลับไม่สามารถเข้าถึงบิทคอยน์ได้อีกแล้ว

เคสที่หลายคนนึกถึง James Howells กับฮาร์ดไดรฟ์ที่หายไป

ถ้าพูดถึงคนที่สูญเสียการเข้าถึงบิทคอยน์เรื่องของ James Howells น่าจะเป็นหนึ่งในเคสที่หลายคนเคยได้ยินมากที่สุด

เขาเป็นชาวอังกฤษที่ขุด Bitcoin ได้ตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของเครือข่าย และต่อมาฮาร์ดไดรฟ์ที่เก็บข้อมูลสำคัญสำหรับการเข้าถึง Bitcoin ของเขาถูกนำไปทิ้งโดยไม่ตั้งใจ

Bitcoin ที่เกี่ยวข้องกับฮาร์ดไดรฟ์ลูกนั้นยังคงอยู่บน Blockchain ครับ ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เราไม่มีข้อมูลสำคัญสำหรับการเข้าถึง Wallet นั้นได้อีกแล้ว และทำให้ไม่สามารถย้าย Bitcoin เหล่านั้นออกมาได้ครับ

Bitcoin ยังอยู่บน Blockchain แต่ถ้ากุญแจสำหรับเข้าถึงหายไป ก็ไม่มีสามารถจัดการ Bitcoin เหล่านั้นได้อีก

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาสำคัญของ Bitcoin Wallet ในยุคแรกได้อย่างชัดเจน ในเวลานั้น การเข้าถึง Bitcoin ของเราอาจผูกอยู่กับข้อมูลที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์หรือไดรฟ์เพียงเครื่องเดียว หากอุปกรณ์หาย พัง หรือถูกทิ้งไปโดยไม่มี Backup ก็อาจหมายถึงการสูญเสียการเข้าถึงเหรียญไปตลอดกาลครับ

Bitcast

Bitcoin Wallet จริง ๆ แล้วเก็บอะไร?

ก่อนจะย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ ลองทำความเข้าใจกันก่อนว่า Bitcoin Wallet คืออะไร

หลายคนอาจเข้าใจว่า Wallet คือที่ที่ใช้เก็บ Bitcoin แต่ในความเป็นจริง Bitcoin ไม่ได้ถูกเก็บอยู่ภายในกระเป๋าเงินเหมือนเงินสดในกระเป๋าสตางค์ครับ

Bitcoin ถูกบันทึกอยู่บน Blockchain สิ่งที่ Wallet ดูแลคือข้อมูลสำคัญที่ใช้ควบคุม Bitcoin ของเรา เช่น Private Key

พูดง่าย ๆ Private Key ก็เหมือนกุญแจที่ใช้พิสูจน์ว่าเรามีสิทธิ์ควบคุม Bitcoin ที่อยู่บน Blockchain

ดังนั้น หากเรามี Bitcoin อยู่ แต่สูญเสีย Private Key หรือข้อมูลที่ใช้กู้คืน Wallet และไม่มี Backup เอาไว้ เราอาจยังเห็น Bitcoin เหล่านั้นอยู่บน Blockchain แต่ไม่สามารถนำมาใช้งานได้อีก

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการดูแล Private keys จึงสำคัญไม่แพ้การซื้อ Bitcoin ครับ

ยุคเริ่มต้นของ Bitcoin ทุกอย่างอยู่ในคอมพิวเตอร์

Bitcoin เปิดตัวในปี 2009 พร้อมกับซอฟต์แวร์ Bitcoin รุ่นแรก ในช่วงแรก ซอฟต์แวร์นี้ไม่ได้มีหน้าตาและระบบการใช้งานสะดวกเหมือน Wallet ในปัจจุบัน ผู้ใช้ต้องติดตั้งโปรแกรมลงบนคอมพิวเตอร์และจัดการข้อมูลต่าง ๆ ด้วยตัวเอง

ต่อมาซอฟต์แวร์ได้รับการพัฒนาและเป็นที่รู้จักในชื่อ Bitcoin-Qt ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Bitcoin Core อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน สิ่งสำคัญคือ Wallet ในยุคนั้นอาศัยข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์

หนึ่งในไฟล์ที่ผู้ใช้ Bitcoin รุ่นแรก ๆ คุ้นเคยกันก็คือไฟล์ชื่อ wallet.dat

ไฟล์นี้มีข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ Wallet และกุญแจสำหรับควบคุม Bitcoin

นั่นหมายความว่า หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

  • คอมพิวเตอร์เสีย
  • ฮาร์ดไดรฟ์พัง
  • ไฟล์ถูกลบ
  • เครื่องถูกทิ้ง
  • หรือข้อมูลสูญหายโดยไม่ได้สำรองไว้

ผู้ใช้ก็อาจสูญเสียการเข้าถึง Bitcoin ของตัวเองได้

ทุกวันนี้เราอาจคุ้นเคยกับการเขียน Seed Phrase ลงบนกระดาษแล้วเก็บไว้ แต่ในยุคแรก การ Backup Wallet ต้องอาศัยความเข้าใจของผู้ใช้มากกว่านั้น

และสำหรับคนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสำรองข้อมูล ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวทำให้สูญเสียการเข้าถึงบิทคอยน์ได้ครับ

Paper Wallet กุญแจถูกเขียนลงบนกระดาษ

อีกวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมในช่วงแรกคือ Paper Wallet

แนวคิดของมันเรียบง่ายมากครับ แทนที่จะเก็บ Private Key ไว้ในคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้สามารถพิมพ์หรือเขียนข้อมูลสำคัญลงบนกระดาษ แล้วเก็บไว้ในสถานที่ปลอดภัย

ข้อดีคือ Private Key สามารถถูกเก็บแบบออฟไลน์ ไม่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา

แต่ข้อเสียก็ตรงไปตรงมาเช่นกัน ถ้ากระดาษหาย ก็อาจสูญเสียการเข้าถึง Bitcoin ไปด้วย

นอกจากนี้ กระดาษยังมีความเสี่ยงจากไฟ น้ำ ความชื้น หรือการถูกทิ้งโดยไม่ตั้งใจ Paper Wallet จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการเก็บ Bitcoin ในยุคที่ผู้ใช้ต้องรับผิดชอบการดูแลกุญแจด้วยตัวเองแทบทั้งหมด

Bitcast

Brain Wallet เมื่อบางคนพยายามเก็บ Bitcoin ไว้ในความทรงจำ

อีกแนวคิดหนึ่งที่ “เคย” ได้รับความสนใจคือ Brain Wallet

ชื่อของ Brain wallet นั่น อาจทำให้เข้าใจว่าเป็นการจำ Private Key โดยตรง แต่จริง ๆ แล้ว Brain Wallet มักหมายถึงการใช้ข้อความหรือรหัสที่ผู้ใช้จำได้เป็นต้นทางในการสร้าง Private Key เช่น จำ Seed phrase 12-24 คำ เป็นต้น

แนวคิดคือ

ไม่ต้องเก็บไฟล์ ไม่ต้องเก็บกระดาษ แค่จำข้อความนั้นให้ได้ ก็สามารถสร้าง Wallet เดิมขึ้นมาใหม่ได้

ฟังดูสะดวกมากใช่ไหมครับ แต่ปัญหาคือ เราไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เราไม่สามารถจำข้อความนั้นไ้ด้อีกต่อไปแล้ว นั่นหมายความว่า เราจะไม่สามารถเข้าถึงบิทคอยน์เหล่านั้นได้อีกต่อไปครับ

ด้วยเหตุนี้ Brain Wallet จึงกลายเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูง และไม่แนะนำให้ใช้ในปัจจุบันครับ

เมื่อ Bitcoin เริ่มมีผู้ใช้มากขึ้น Wallet ก็เริ่มพัฒนาขึ้นตามไปด้วย

เมื่อ Bitcoin เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ผู้คนก็เริ่มมองหาวิธีใช้งานและเก็บ Bitcoin ที่สะดวกกว่าเดิม

Wallet รูปแบบใหม่เริ่มเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่ผู้ใช้ยุคแรกต้องเจอ

หนึ่งในตัวอย่างที่สำคัญคือ Electrum

Electrum ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งาน Bitcoin ได้โดยไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลด Blockchain ทั้งหมดมาเก็บไว้ในเครื่อง ทำให้ Wallet มีขนาดเล็กกว่าและเริ่มเข้าถึงผู้ใช้ทั่วไปได้ง่ายขึ้น

อีกชื่อหนึ่งคือ Armory ซึ่งเป็น Wallet ที่ให้ความสำคัญกับการเก็บ Bitcoin อย่างปลอดภัย และเป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ยุคแรก ๆ ที่ช่วยผลักดันแนวคิดเรื่อง Cold Storage

Cold Storage คือการเก็บข้อมูลสำคัญสำหรับควบคุม Bitcoin ไว้ แบบที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตโดยตรง

แนวคิดนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีผ่านแบบออนไลน์ และกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของวิธีเก็บ Bitcoin ในเวลาต่อมาครับ

จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการ Backup Wallet เริ่มง่ายขึ้น

หนึ่งในปัญหาใหญ่ของ Wallet ยุคแรกคือเรื่องการสำรองข้อมูล ผู้ใช้ต้องเข้าใจว่าอะไรคือข้อมูลสำคัญ ต้อง Backup ไฟล์ไหน และต้องเก็บข้อมูลอย่างไร

ต่อมาแนวคิดของ HD Wallet หรือ Hierarchical Deterministic Wallet เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

แนวคิดสำคัญของ HD Wallet คือ Wallet สามารถสร้าง Address และ Private Key จำนวนมากจากต้นทางเดียวกันได้ทำให้การจัดการและการสำรอง Wallet สะดวกขึ้นกว่าระบบในยุคแรก

หลังจากนั้น ในปี 2013 ก็มีการเสนอ BIP-39

BIP-39 เป็นมาตรฐานสำหรับสร้างชุดคำศัพท์ที่มนุษย์สามารถอ่านและจดบันทึกได้ง่าย เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างและกู้คืน Deterministic Wallets

สิ่งที่เรามักเรียกกันในปัจจุบันว่า Seed Phrase หรือ Recovery Phrase

จึงเริ่มกลายเป็นรูปแบบที่ผู้ใช้คุ้นเคยมากขึ้น จุดสำคัญที่ควรเข้าใจคือ ก่อน BIP-39 ผู้ใช้ Bitcoin ก็สามารถสำรอง Wallet ได้อยู่แล้ว แต่กระบวนการมักไม่ง่ายเท่ากับการเก็บ Wallet Backup ชุดเดียวแบบที่ Wallet ยุคใหม่ทำกัน

ดังนั้น BIP-39 จึงไม่ได้เป็นจุดที่ "ทำให้การ Backup Wallet เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก" แต่เป็นหนึ่งในมาตรฐานสำคัญที่ช่วยให้การสำรองและกู้คืน Wallet เข้าใจง่ายและเป็นมาตรฐานมากขึ้น

นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปในยุคหลังสามารถจัดการ Wallet ได้สะดวกกว่าผู้ใช้ Bitcoin ยุคแรกมากครับ

Mobile Wallet เมื่อ Bitcoin เริ่มเข้าไปอยู่ในมือถือ

เมื่อสมาร์ทโฟนเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน Wallet ก็เริ่มย้ายจากคอมพิวเตอร์ไปอยู่บนมือถือ

Wallet ยุคใหม่ยังเริ่มใช้แนวคิด HD Wallet มากขึ้น ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้าง Address หลายรายการจากข้อมูลสำหรับกู้คืนชุดเดียวกัน

การ Backup จึงสะดวกกว่าในอดีตมาก ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องคอยกังวลกับการสำรอง Private Key แต่ละรายการเหมือนในยุคแรก ๆ เพราะ Wallet สามารถจัดการโครงสร้างของกุญแจให้เป็นระบบมากขึ้น

Hardware Wallet เมื่อการเก็บ Private Key เริ่มถูกแยกออกจากคอมพิวเตอร์

แม้ Software Wallet จะสะดวกขึ้นมาก แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากมัลแวร์หรือการโจมตีบนคอมพิวเตอร์และมือถือ

นี่คือจุดที่ Hardware Wallet เริ่มเข้ามามีบทบาทครับ หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อวงการคือ Trezor Model One ซึ่งเปิดตัวในปี 2014 และ Trezor ระบุว่าเป็น Hardware Wallet เครื่องแรกของโลก

แนวคิดของ Hardware Wallet คือการเก็บ Private Key ไว้ภายในอุปกรณ์เฉพาะ แทนที่จะเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์หรือมือถือโดยตรง

เวลาผู้ใช้ต้องการทำธุรกรรม อุปกรณ์จะช่วยจัดการกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ Private Key โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยกุญแจนั้นให้กับคอมพิวเตอร์โดยตรง

สิ่งนี้ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปเริ่มมีทางเลือกในการเก็บ Bitcoin แบบ Self-Custody ที่สะดวกมากขึ้น และเมื่อใช้งานร่วมกับ Wallet Backup การสำรองและกู้คืน Wallet ก็เริ่มกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

จาก Wallet สำหรับเก็บเหรียญ สู่ Wallet สำหรับใช้งาน Web3

เมื่อ Blockchain เริ่มพัฒนาไปมากกว่าแค่การรับและส่ง Bitcoin Wallet ก็เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้น การมาของ Ethereum และ Smart Contract ทำให้ผู้ใช้สามารถเชื่อม Wallet เข้ากับแอปพลิเคชันบน Blockchain ได้โดยตรง

Wallet จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับรับและส่งเหรียญอีกต่อไป แต่สามารถใช้เพื่อเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ หรือ DApps ได้ด้วย

ตัวอย่างที่หลายคนรู้จักคือ MetaMask 

MetaMask เป็น Wallet แบบ Non-Custodial ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับบริการต่าง ๆ บน Blockchain ได้ผ่าน Browser และในเวลาต่อมาก็มีการพัฒนาไปสู่ Mobile Wallet เช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ Wallet กลายเป็นเหมือน "กุญแจเข้าสู่โลก Web3"

แล้วทำไมคนยุคแรกถึงเข้าถึง Bitcoin ไม่ได้อีกเลย?

เมื่อย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ทั้งหมด คำตอบก็เริ่มชัดเจนขึ้น ในยุคแรกของ Bitcoin การดูแล Wallet ต้องอาศัยความเข้าใจของผู้ใช้มากกว่าปัจจุบัน

หลายคนเก็บข้อมูลสำคัญไว้ใน

  • คอมพิวเตอร์
  • ฮาร์ดไดรฟ์
  • ไฟล์ Wallet
  • กระดาษ
  • หรือวิธี Backup ที่ต้องจัดการด้วยตัวเอง

หากอุปกรณ์พัง ไฟล์สูญหาย หรือไม่มีการสำรองข้อมูลเอาไว้ ก็อาจสูญเสียการเข้าถึง Bitcoin ไปอย่างถาวร

สิ่งสำคัญคือ Bitcoin เหล่านั้นไม่ได้หายไปจาก Blockchain บิทคอยน์ยังคงอยู่ครับ แต่ไม่มี Private Key หรือข้อมูลสำหรับกู้คืน Wallet ที่สามารถใช้ควบคุม Bitcoin เหล่านั้นได้อีกแล้ว

Bitcoin ยังอยู่ แต่กุญแจที่เข้าถึงนั้นได้หายไปต่างหากครับ

และนี่คือเหตุผลที่ Bitcoin บางส่วนอาจยังปรากฏอยู่บน Blockchain แต่ไม่มีใครสามารถเข้าถึงมันได้อีกครับ

บทเรียนที่เราเอามาใช้ได้ในวันนี้

แม้ Wallet ในปัจจุบันจะใช้งานง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก แต่หลักการสำคัญของ Bitcoin ก็ยังเหมือนเดิม ถ้าเราเป็นคนที่ถือ Private Key หรือ Wallet Backup เอง เราก็คือคนที่ต้องรับผิดชอบการดูแลอย่างดี

เก็บ Wallet Backup อย่างปลอดภัย

ควรเก็บข้อมูลสำหรับกู้คืน Wallet ไว้ในสถานที่ที่ปลอดภัย เป็นส่วนตัว และป้องกันความเสียหายจากเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ข้อมูลสำหรับกู้คืน Wallet สามารถให้สิทธิ์เข้าถึงสินทรัพย์ได้ จึงไม่ควรเปิดเผยให้ผู้อื่นเห็นหรือเก็บไว้ในรูปแบบออนไลน์เด็ดขาดครับ 

ตรวจสอบ Backup ของตัวเอง

การมี Wallet Backup แต่เขียนผิดหรือเก็บข้อมูลไม่ครบ ก็อาจทำให้กู้คืน Wallet ไม่ได้ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูล Backup ถูกต้องและครบถ้วน รวมถึงเข้าใจขั้นตอนการกู้คืนของ Wallet ที่ตัวเองใช้อยู่

เลือกวิธีเก็บ Bitcoin ให้เหมาะกับตัวเอง

สำหรับคนที่ต้องการถือสินทรัพย์ด้วยตัวเองในระยะยาว Hardware Wallet เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยแยก Private Key ออกจากคอมพิวเตอร์และมือถือได้ แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้ Wallet แบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจว่า

ใครเป็นผู้ถือกุญแจ และเราสามารถกู้คืน Wallet ของตัวเองได้หรือไม่

สรุป

เรื่องราวของ Bitcoin ที่สูญเสียการเข้าถึงไปในยุคแรกไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ Bitcoin หายไปจาก Blockchain

แต่หลายครั้งเกิดจากวิธีการเก็บและสำรองกุญแจที่ยังไม่สะดวกเหมือนในปัจจุบัน รวมถึงความผิดพลาดของมนุษย์ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน

จากยุคที่ผู้ใช้ต้องคอยสำรองไฟล์ wallet.dat ด้วยตัวเอง ผ่าน Paper Wallet และ Brain Wallet จนมาถึงยุคของ HD Wallet, Wallet Backup และ Hardware Wallet เทคโนโลยีทำให้การเก็บและกู้คืน Wallet ง่ายขึ้นมาก

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนไป

ถ้าเราเป็นผู้ถือกุญแจ เราก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบกุญแจนั้นด้วยตัวเอง

Bitcoin ที่อยู่บน Blockchain อาจไม่หายไปไหน แต่หากข้อมูลสำหรับเข้าถึงมันสูญหาย และไม่มี Backup เหลืออยู่

Bitcoin เหล่านั้นก็อาจกลายเป็นสินทรัพย์ที่ยังคงอยู่บน Blockchain แต่ไม่มีใครสามารถควบคุมมันได้อีก และนั่นคือบทเรียนสำคัญที่คนถือ Bitcoin ในยุคแรกได้ทิ้งไว้ให้กับพวกเราทุกคนครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Bitcoin Wallet

Bitcoin อยู่ใน Wallet จริงหรือไม่?

ไม่ใช่ครับ Bitcoin ไม่ได้ถูกเก็บอยู่ภายใน Wallet โดยตรง แต่ข้อมูลการถือครองถูกบันทึกอยู่บน Blockchain ส่วน Wallet มีหน้าที่จัดการกุญแจและข้อมูลที่ใช้ควบคุม Bitcoin ของผู้ใช้

ถ้าทำ Hardware Wallet หาย Bitcoin จะหายไหม?

ไม่จำเป็นเสมอไป หากยังมี Wallet Backup ที่ถูกต้องและสามารถใช้กับระบบที่รองรับได้ ก็สามารถกู้คืนการเข้าถึง Wallet ได้

Seed Phrase คืออะไร?

Seed Phrase หรือ Wallet Backup คือชุดคำศัพท์ที่ใช้เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการกู้คืน Wallet ในระบบที่รองรับมาตรฐานดังกล่าว เช่น BIP-39 โดย BIP-39 ถูกเสนอในปี 2013 เพื่อสร้างรูปแบบ mnemonic ที่มนุษย์อ่านและจดบันทึกได้ง่ายขึ้น

ถ้า Seed Phrase หาย จะเกิดอะไรขึ้น?

หากผู้ใช้ไม่มีวิธี Backup หรือข้อมูลสำหรับกู้คืน Wallet อื่น ๆ เหลืออยู่ การสูญเสีย Seed Phrase อาจทำให้ไม่สามารถกู้คืนการเข้าถึง Wallet ได้

ทำไม Bitcoin ที่สูญเสีย Private Key ถึงยังอยู่บน Blockchain?

เพราะ Bitcoin ไม่ได้ถูกลบออกจาก Blockchain เพียงเพราะเจ้าของทำกุญแจหาย แต่หากไม่มี Private Key หรือข้อมูลที่ใช้ควบคุม Bitcoin เหล่านั้น ก็จะไม่สามารถสร้างธุรกรรมเพื่อย้าย Bitcoin ออกไปได้

ทิ้งข้อความไว้

โปรดทราบว่าความคิดเห็นจะต้องได้รับการอนุมัติก่อนที่จะเผยแพร่

เว็บไซต์นี้ได้รับการคุ้มครองโดย hCaptcha และมีการนำนโยบายความเป็นส่วนตัวของ hCaptcha และข้อกำหนดในการใช้บริการมาใช้

เมื่อก่อนเก็บบิทคอยน์กันอย่างไร ทำไม บางคนถึงเข้าถึงบิทคอยน์ไม่ได้อีกเลย?

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เมื่อก่อนเก็บบิทคอยน์กันอย่างไร ทำไม บางคนถึงเข้าถึงบิทคอยน์ไม่ได้อีกเลย?

ซื้อ Hardware Wallet มาแล้ว ต้องทำอะไรต่อ? Checklist มือใหม่ ตั้งแต่แกะกล่องจนถึงโอนเหรียญแรกเข้ากระเป๋า

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ซื้อ Hardware Wallet มาแล้ว ต้องทำอะไรต่อ? Checklist มือใหม่ ตั้งแต่แกะกล่องจนถึงโอนเหรียญแรกเข้ากระเป๋า

เราควรขาย Bitcoin เมื่อไหร่? คำถามที่ตอบยากที่สุดของคนถือเหรียญ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เราควรขาย Bitcoin เมื่อไหร่? คำถามที่ตอบยากที่สุดของคนถือเหรียญ