สารบัญ


หนึ่งในคำถามที่ค้างคาใจเพื่อน ๆ สาย HODL มาตลอดหลายปีก็คือ ถ้าเราเชื่อมั่นว่าราคาของ Bitcoin จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในระยะยาว แล้ววันที่เราจำเป็นต้องใช้เงินสดขึ้นมาจริง ๆ เราจะต้องจำใจเทขายสินทรัพย์ที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้จริง ๆ หรอ?

การขายบิตคอยน์นอกจากจะทำให้เราสูญเสียของดีที่มีอยู่น้อยชิ้นในโลกไปแล้ว ยังพ่วงมาด้วยภาระทางภาษีและต้นทุนค่าเสียโอกาสอีกมหาศาล

แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวใหญ่สะเทือนวงการการเงินทั่วโลกคือการที่กระดานเทรดยักษ์ใหญ่อย่าง Coinbase ได้เปิดตัวบริการกู้ยืมเงิน USDC แบบดอกเบี้ยคงที่ โดยใช้ Bitcoin เป็นหลักประกัน

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ของแอปพลิเคชันซื้อขายเหรียญทั่วไป แต่เบื้องหลังคือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อผู้เล่นระดับสถาบันการเงินโลกไม่ได้มองบิตคอยน์เป็นของเล่นเก็งกำไรอีกต่อไป หากแต่มองเป็นหลักประกันทางการเงินชั้นยอดที่พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์ได้

วันนี้แอดจะพาเพื่อน ๆ ไปเจาะลึกมุมมองของสถาบันระดับโลก ถอดรหัสกลไกเบื้องหลังของเคสนี้ และเชื่อมโยงภาพกลับมาดูว่า สถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลทั้งในและต่างประเทศกำลังขยับตัวตามไปในทิศทางไหนกันครับ

วิวัฒนาการ 3 ยุค: สถาบันการเงินโลกมอง Bitcoin เปลี่ยนไปอย่างไร?

หากย้อนกลับไปมองเส้นทางตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทัศนคติของ Wall Street ที่มีต่อ Bitcoin ได้พัฒนาผ่าน 3 ช่วงเวลาสำคัญอย่างเห็นได้ชัด

ยุคแรก คือ ยุคแห่งความกังขา บรรดาผู้บริหารสถาบันการเงินดั้งเดิมเคยมองบิตคอยน์เป็นเพียงเครื่องมือเก็งกำไรไร้แก่นสาร หรือเป็นสินทรัพย์ของตลาดมืดที่รอวันแตกสลาย

จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ยุคที่สอง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง BlackRock และ Fidelity ก้าวเข้ามาผลักดัน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ สายตาวอลล์สตรีทจึงเริ่มปรับโฟกัสใหม่ โดยยอมรับบิตคอยน์ในฐานะทองคำดิจิทัลสำหรับกระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุน 1 ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อและการพิมพ์เงินของธนาคารกลาง

ทว่าในปัจจุบัน เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่สาม ซึ่งเป็นยุคที่สถาบันยกระดับบิตคอยน์ขึ้นเป็นสินทรัพย์ทุนสำรองเชิงยุทธศาสตร์และหลักประกันชั้นยอดที่ไม่สามารถแทรกแซงได้ หรือที่นักการเงินเรียกว่า Pristine Collateral

มีเหตุผลเชิงโครงสร้าง 4 ประการที่ทำให้สถาบันการเงินระดับโลกยกย่องบิตคอยน์ในระดับนี้

  • ความขาดแคลนสัมบูรณ์ที่พิสูจน์ได้ทางคณิตศาสตร์: บิตคอยน์มีเพดานอุปทานตายตัวเพียง 21 ล้านเหรียญ ในขณะที่เงินตรากระดาษทั่วโลกกำลังถูกเจือจางมูลค่าจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
  • การไร้ความเสี่ยงจากคู่สัญญาที่ระดับฐานราก: บิตคอยน์ไม่มีซีอีโอ ไม่มีหนี้สินของบริษัทให้ต้องพะวง ไม่มีความเสี่ยงล้มละลาย และไม่มีใครสามารถเสกเหรียญเพิ่มขึ้นมาเพื่อช่วยอุ้มใครได้เหมือนในระบบการเงินดั้งเดิม
  • สภาพคล่องระดับสากลที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน: บล็อกเชนของบิตคอยน์ไม่เคยปิดทำการในวันหยุดราชการ ทำให้สถาบันสามารถประเมินมูลค่าสินทรัพย์และชำระบัญชีข้ามพรมแดนได้แบบเรียลไทม์
  • กลยุทธ์การบริหารเงินทุนสำรองขององค์กร: บรรดาเศรษฐีและบริษัทมหาชนยึดถือปรัชญาทางการเงินที่ว่า การกู้เงินสดโดยใช้สินทรัพย์คุณภาพสูงค้ำประกัน คือวิธีสร้างสภาพคล่องที่ทรงพลังที่สุด เพราะนอกจากจะไม่ทำให้สูญเสียสินทรัพย์หายากไปแล้ว ยังไม่กระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์ที่ต้องรับรู้กำไรเพื่อจ่ายภาษีเหมือนการเทขายทิ้ง

หลักฐานเชิงประจักษ์ในยุคนี้เห็นได้ชัดเจนจากการที่กองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock เติบโตจนมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการทะลุกว่า 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่บริษัทมหาชนอย่าง Strategy Inc (เดิมคือ MicroStrategy) ยังคงเดินหน้าซื้อบิตคอยน์เข้าคลังอย่างต่อเนื่อง จนมียอดถือครองสะสมทะลุ 846,000 BTC เข้าไปแล้ว

แม้แต่สถาบันการเงินเก่าแก่อย่าง Cantor Fitzgerald ก็เพิ่งเปิดตัวธุรกิจสินเชื่อมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับการปล่อยกู้เงินสดแก่สถาบันที่มีบิตคอยน์เป็นหลักประกันโดยเฉพาะ

ถอดรหัสเคส Coinbase x Morpho: เมื่อ CeFi ผสานกับ DeFi

สิ่งที่ทำให้ข่าวล่าสุดของ Coinbase กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการสินทรัพย์ดิจิทัล อยู่ที่การผสมผสานจุดแข็งของสถาบันเข้ากับเทคโนโลยีบล็อกเชนแบบไร้รอยต่อ

โดยปกติแล้ว นักลงทุนสถาบันจะไม่สามารถลงไปกู้ยืมในโลก DeFi ทั่วไปได้โดยตรง เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย การยืนยันตัวตน และหน้าที่ความรับผิดชอบต่อผู้ถือหน่วยลงทุน Coinbase จึงทำหน้าที่เป็นประตูบานใหญ่ที่ถูกกำกับดูแลอย่างถูกต้อง โดยสร้างสะพานเชื่อมต่อเข้ากับโปรโตคอล Morpho Midnight บนเครือข่าย Base

เมื่อผู้ใช้หรือสถาบันนำบิตคอยน์มาวางเป็นหลักประกัน ระบบจะล็อกเหรียญไว้และแปลงสภาพเป็น Coinbase Wrapped Bitcoin หรือ cbBTC ในอัตรา 1 ต่อ 1 แบบอัตโนมัติ จากนั้น cbBTC จะถูกส่งขึ้นไปล็อกไว้ใน Smart Contract เพื่อปลดล็อกเงินกู้สกุล USDC ออกมาเข้าบัญชีทันที

สิ่งที่น่าสนใจคือการขยับจากระบบดอกเบี้ยลอยตัวเดิมบน Morpho Blue ซึ่งมีเงินกู้หมุนเวียนอยู่แล้วกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ มาสู่การใช้ดอกเบี้ยคงที่และกำหนดระยะเวลาคืนแน่นอน เพราะในโลกของการบริหารเงินทุนของสถาบัน การกู้เงินด้วยดอกเบี้ยลอยตัวที่ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะพุ่งขึ้นไปกี่เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถนำไปคำนวณต้นทุนทางการเงินได้อย่างแม่นยำ การล็อกดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญา จึงเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เปิดทางให้เงินทุนระดับองค์กรกล้าก้าวเข้ามาใช้งานอย่างมั่นใจ

ทว่าในข้อตกลงนี้ก็มีเงื่อนไขความปลอดภัยที่เข้มงวดมาก โดยกำหนดเพดาน Liquidation LTV ไว้ที่ 86% หากมูลค่าหนี้สินรวมดอกเบี้ยพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 86% ของมูลค่าหลักประกัน ระบบบนบล็อกเชนจะสั่งขายเหรียญทอดตลาดโดยอัตโนมัติ พร้อมคิดค่าปรับการบังคับขายอีก 4.38% ที่สำคัญ สำหรับสัญญาแบบดอกเบี้ยคงที่ หากถึงกำหนดวันสิ้นสุดสัญญาแล้วผู้กู้ไม่ยอมชำระคืนหนี้ สัญญาจะถูกสั่งบังคับขายทันที แม้ว่าราคาบิตคอยน์ในวันนั้นจะไม่ได้ร่วงลงมาก็ตาม

ส่องแนวโน้มใน "ประเทศไทย" สถาบันและหน่วยงานกำกับดูแลขยับตัวไปถึงไหนแล้ว?

ตัดภาพกลับมาดูที่บ้านเรา ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับคลื่นลูกใหม่ของสถาบันการเงินอย่างจริงจัง หากสังเกตหลักฐานเชิงประจักษ์ในช่วงปีที่ผ่านมา จะเห็นสัญญาณความเคลื่อนไหวจาก 3 เสาหลักอย่างชัดเจน:

1. ฝั่งสำนักงาน ก.ล.ต. ไทย: ปูทางผลิตภัณฑ์ระดับสถาบัน

สำนักงาน ก.ล.ต. ได้เดินหน้าเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อวางหลักเกณฑ์การจัดตั้ง Crypto ETF ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ควบคู่ไปกับการผลักดันสัญญาซื้อขายล่วงหน้า Crypto Futures เข้าสู่กระดาน TFEX เพื่อให้นักลงทุนสถาบันและกองทุนในไทยมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงได้อย่างถูกกฎหมาย นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังได้ปรับปรุงเกณฑ์เงินกองทุนสำหรับผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ DA Custodian เพื่อจูงใจให้เกิดผู้ดูแลรักษาสินทรัพย์ระดับสถาบันที่เป็นอิสระขึ้นในประเทศ

2. ฝั่งตลาดกองทุนรวม: เม็ดเงินรายใหญ่เริ่มไหลเข้า

ก่อนที่ Crypto ETF ในประเทศจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ บลจ. ชั้นนำในไทยได้นำร่องเปิดขายกองทุน Fund of Funds ที่เข้าลงทุนใน Spot Bitcoin ETF ต่างประเทศ เพื่อรองรับกลุ่มนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกองทุน ONE-BTCETFOF-UI ของ บลจ.วรรณ, กองทุน KT-BTCETFFOF-UI-A ของ บลจ.กรุงไทย หรือกองทุน ASP-CRYPTO-UI ของ บลจ.แอสเซท พลัส

3. ฝั่งธนาคารแห่งประเทศไทย: แนวนโยบาย Stablecoin สกุลบาท

ทางด้านแบงก์ชาติ ล่าสุดได้เปิดเผยว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ แนวนโยบายกำกับดูแล Thai Baht Stablecoin โดยมุ่งเน้นให้กลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ออกเหรียญที่มีเงินบาทหนุนหลังแบบ 1 ต่อ 1 เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับระบบชำระเงินของประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ก็ประสบความสำเร็จในการทดสอบการโอนเงินข้ามพรมแดนด้วย Stablecoin ใน Regulatory Sandbox ของ ธปท. มาแล้ว

ข้อจำกัดในปัจจุบัน vs ฉากทัศน์อนาคตของสินเชื่อ Bitcoin ในไทย

หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อต่างประเทศเริ่มเปิดให้เอาบิตคอยน์ไปค้ำกู้เงินสดกันแล้ว ศูนย์ซื้อขายในไทยจะเปิดให้บริการแบบนี้บ้างได้หรือไม่? คำตอบในปัจจุบันคือ ยังทำไม่ได้ครับ เนื่องจาก ประกาศ ก.ล.ต. ที่ กธ. 6/2566 ได้สั่งห้ามผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลทุกแห่งในไทยให้บริการหรือสนับสนุนการรับฝากและให้กู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัล หรือที่เรียกว่า Deposit Taking & Lending อย่างเด็ดขาด

เกณฑ์นี้ออกมาเพื่อคุ้มครองนักลงทุนจากบทเรียนในอดีต ที่เคยมีแพลตฟอร์มนำเหรียญของลูกค้าไปปล่อยกู้ต่อจนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง ดังนั้น หากในอนาคตประเทศไทยจะเกิดบริการนำ Bitcoin มาค้ำประกันเพื่อขอกู้เงินสดขึ้นจริง โมเดลธุรกิจจะไม่สามารถเกิดขึ้นบนกระดานเทรดคริปโทได้ แต่จะต้องเกิดขึ้นผ่านความร่วมมือของสถาบันการเงินที่มีใบอนุญาตสินเชื่อภายใต้การกำกับของ ธปท. ควบคู่กับ DA Custodian ภายใต้ใบอนุญาตของ ก.ล.ต.

"แม้ศูนย์ซื้อขายในไทยจะยังไม่สามารถให้บริการกู้ยืมได้ แต่ปัจจุบันเริ่มมีผู้เล่นในตลาดสินเชื่ออย่าง Liberix ที่บุกเบิกการปล่อยกู้เงินบาทโดยใช้คริปโทค้ำประกัน ซึ่งเป็นสัญญาณยืนยันชัดเจนว่าความต้องการสภาพคล่องเงินสดโดยไม่ยอมขายบิตคอยน์ของคนไทยเริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว ก่อนที่สถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่จะก้าวเข้ามาสู่ตลาดนี้อย่างเป็นทางการ"

ลองจินตนาการถึงภาพในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อกลุ่มสถาบันทางการเงิน หรือกลุ่มทุนที่ก้าวเข้ามาจับมือกันอย่างเต็มตัว ลูกค้า Private Banking หรือเจ้าของธุรกิจที่มีบิตคอยน์ต้นทุนต่ำ อาจสามารถนำเหรียญไปล็อกไว้กับ Custodian ที่ปลอดภัย แล้วขอกู้เงินสดบาทหรือ Thai Baht Stablecoin ออกมาหมุนเวียนในธุรกิจได้จริง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการโดนนำเหรียญไปหมุนซ้ำซ้อน

ชั่งน้ำหนักข้อดีและความเสี่ยง: การเก็บเอง vs การนำเหรียญไปค้ำกู้

เพื่อให้เพื่อน ๆ เห็นภาพความแตกต่างอย่างชัดเจน แอดได้สรุปการเปรียบเทียบระหว่างสองทางเลือกไว้ในตารางด้านล่างนี้:

มิติการพิจารณา การถือครองด้วยตนเอง (Pure Self-Custody) การนำเหรียญไปค้ำประกันเพื่อกู้ยืม (Collateralized Borrowing)
การครอบครองกุญแจส่วนตัว ถือกุญแจเอง 100% ผ่าน Hardware Wallet โอนกรรมสิทธิ์การควบคุมไปให้ Custodian หรือ Smart Contract
ความเสี่ยงด้านคู่สัญญา เป็นศูนย์ ไม่มีใครอายัดสินทรัพย์ได้ มีความเสี่ยงที่ผู้ดูแลหรือระบบอาจเกิดปัญหาเทคนิค/สภาพคล่อง
ความเสี่ยงการถูกบังคับขาย ไม่มี จำนวนบิตคอยน์ยังคงเท่าเดิมเสมอ มีความเสี่ยงสูงหากราคาเหรียญดิ่งแตะระดับ LTV
สภาพคล่องเงินสดในมือ ไม่มี จนกว่าจะตัดสินใจขายเหรียญออกมา ได้รับเงินสด (USDC/บาท) ไปใช้งานทันทีโดยไม่ต้องขาย
ภาระทางภาษี (Tax Event) ไม่มีภาระภาษีตราบใดที่ยังไม่ได้ขาย ไม่ถือเป็นการขาย จึงไม่กระตุ้นให้เกิดภาษี Capital Gains
ความเสี่ยงของเทคโนโลยี เก็บรักษาบน Native Chain ปลอดภัยสูงสุด ต้องแปลงเป็น Wrapped Token ซึ่งพ่วงความเสี่ยง Smart Contract

สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงของการโอนข้ามเชน สามารถอ่านบทความ ไขข้อสงสัยทำไมการโอน Bitcoin สามารถโอนได้หลาย Chain ของ Bitcast ประกอบได้เลยครับ

สรุป

การเคลื่อนไหวของ Coinbase ร่วมกับ Morpho และการตื่นตัวของวอลล์สตรีทในครั้งนี้ คือเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ระบบการเงินดั้งเดิมไม่ได้กำลังกลืนกิน Bitcoin แต่ระบบการเงินกำลังต้องยอมจำนนและปรับตัวเข้าหาคุณสมบัติที่แข็งแกร่งที่สุดของบิตคอยน์ต่างหาก

เมื่อสินทรัพย์ที่มีความขาดแคลนแท้จริงอย่าง Bitcoin กลายมาเป็นรากฐานของระบบเครดิตยุคใหม่ โลกการเงินในวันข้างหน้าจะค่อย ๆ ถูกหล่อหลอมด้วยความโปร่งใสและวินัยทางการเงินที่ไม่อาจเสกขึ้นมาได้เอง อย่างไรก็ตาม สำหรับพวกเราในฐานะผู้ถือครองรายบุคคล สิ่งสำคัญที่สุดคือการแบ่งสัดส่วนการบริหารความเสี่ยงให้ชัดเจน

Bitcoin ก้อนหลักที่สำคัญควรเก็บรักษาไว้ด้วยตัวเองอย่างเคร่งครัดบน Hardware Wallet ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสูง เพราะอำนาจอธิปไตยทางการเงินที่แท้จริงต้องอยู่ในมือเราเท่านั้น ส่วนการสร้างสภาพคล่องควรจำกัดไว้เฉพาะส่วนเสริมและมีการเผื่อความปลอดภัยไว้เสมอครับ

เพื่อน ๆ คิดเห็นอย่างไรกับทิศทางนี้ครับ? ในอนาคตถ้าธนาคารพาณิชย์ในไทยเปิดให้เราเอาบิตคอยน์ไปวางค้ำเพื่อขอกู้เงินซื้อบ้านได้จริง เพื่อน ๆ จะยอมนำเหรียญของตัวเองไปวางค้ำกันไหม? มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้ในคอมเมนต์นะครับ

และสำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการเริ่มต้นเก็บรักษากุญแจส่วนตัวอย่างปลอดภัย สามารถทักมาปรึกษาพวกเราได้ที่ LINE Official Account @bitcast (คลิกเพื่อปรึกษาได้ทันที) ,ติดตามบทความเพิ่มเติมได้ที่ คลังบทความ Bitcast หรือเข้าไปดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่นี่​เลยนะครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การนำ Bitcoin ไปค้ำประกันเพื่อกู้ยืม USDC ต่างจากการกู้เงินธนาคารทั่วไปอย่างไร?

การกู้เงินคริปโทผ่านระบบอย่าง Morpho บน Coinbase เป็นการอนุมัติสินเชื่อผ่าน Smart Contract ทันทีโดยอาศัยมูลค่าของบิตคอยน์ที่นำมาค้ำประกัน (Over-collateralized) ทำให้ไม่ต้องตรวจสอบประวัติเครดิตบูโรหรือสเตทเมนต์รายได้ และไม่มีขั้นตอนทางเอกสารที่ยุ่งยากเหมือนธนาคารทั่วไป

2. ทำไมสถาบันการเงินถึงให้ความสำคัญกับดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fixed-Rate) มากกว่าดอกเบี้ยลอยตัว?

สถาบันการเงินต้องวางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ดอกเบี้ยแบบลอยตัวในโลกคริปโทมีความผันผวนสูง ซึ่งอาจพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันจนทำให้แผนการลงทุนสะดุด การมีสินเชื่อดอกเบี้ยคงที่จึงช่วยปลดล็อกความกังวลและเปิดทางให้เงินทุนระดับสถาบันไหลเข้ามาได้มากขึ้น

3. ปัจจุบันในประเทศไทยเราสามารถนำ Bitcoin ไปค้ำประกันเพื่อกู้เงินอย่างถูกกฎหมายได้แล้วหรือยัง?

หากเป็น ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) ที่ได้รับใบอนุญาตในไทย ปัจจุบันยัง ไม่สามารถ เปิดให้บริการนี้ได้โดยตรงครับ เนื่องจากมีประกาศ ก.ล.ต. ควบคุมห้ามผู้ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายให้บริการรับฝากและให้กู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัล (ห้าม Deposit Taking & Lending) เพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบของกระดานเทรด

อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของผู้ให้บริการสินเชื่อเฉพาะทาง ปัจจุบันในไทยเริ่มมีแพลตฟอร์มอย่าง Liberix ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อเงินบาทค้ำประกันด้วยคริปโท (Crypto-Backed THB Loan) ที่เปิดให้ลูกค้ารายบุคคลและลูกค้ากลุ่ม Private Clients นำ Bitcoin หรือคริปโทเคอร์เรนซีชั้นนำมาวางเป็นหลักประกันเพื่อขอกู้เงินสดสกุลบาทไปหมุนเวียนได้โดยไม่ต้องขายเหรียญ โดยแยกโครงสร้างการจัดเก็บหลักประกันผ่าน Custodian มาตรฐานสากล

ทั้งนี้ ผู้กู้ยังคงต้องคำนวณอัตราส่วน LTV ให้ปลอดภัย และยอมรับความเสี่ยงของแพลตฟอร์ม รวมถึงความเสี่ยงในการถูก Liquidation หากราคาบิตคอยน์เกิดความผันผวนรุนแรงเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มระดับโลกครับ

4. หากราคา Bitcoin ลดลงอย่างรุนแรงระหว่างที่ติดสัญญากู้ยืมอยู่ จะเกิดอะไรขึ้น?

หากราคาบิตคอยน์ร่วงลงจน LTV แตะระดับ 86% ระบบจะทำการบังคับขายหลักประกัน (Liquidation) ทันทีบนบล็อกเชน พร้อมคิดค่าปรับเพิ่มเติมเพื่อชำระหนี้คืน ผู้กู้จึงต้องคอยเติมเหรียญเพิ่มเพื่อรักษาระดับความปลอดภัยอยู่เสมอ

5. การแปลง Bitcoin ไปเป็น cbBTC เพื่อนำไปค้ำประกัน มีความเสี่ยงต่างจากการเก็บเหรียญเองอย่างไร?

การเก็บเองใน Hardware Wallet มีความเสี่ยงคู่สัญญาเป็นศูนย์ แต่การแปลงเป็น cbBTC หมายถึงการยอมรับความเสี่ยงในการฝากเหรียญไว้กับ Coinbase และความเสี่ยงจาก Smart Contract หรือเทคโนโลยีบริดจ์ หากระบบตัวกลางมีปัญหา เหรียญที่ถูกล็อกไว้อาจได้รับผลกระทบได้

ทิ้งข้อความไว้

โปรดทราบว่าความคิดเห็นจะต้องได้รับการอนุมัติก่อนที่จะเผยแพร่

เว็บไซต์นี้ได้รับการคุ้มครองโดย hCaptcha และมีการนำนโยบายความเป็นส่วนตัวของ hCaptcha และข้อกำหนดในการใช้บริการมาใช้

จากสินทรัพย์เก็งกำไรสู่ Pristine Collateral สถาบันการเงินมอง Bitcoin เปลี่ยนไปอย่างไร?"

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ จากสินทรัพย์เก็งกำไรสู่ Pristine Collateral สถาบันการเงินมอง Bitcoin เปลี่ยนไปอย่างไร?

Hardware Wallet คืออะไร? ฉบับเข้าใจง่าย เหมาะกับมือใหม่

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Hardware Wallet คืออะไร? ฉบับเข้าใจง่าย เหมาะกับมือใหม่

สรุปเหตุการณ์ Bitget ถูกแฮก 351 ล้านดอลลาร์ เงินผู้ใช้ปลอดภัยจริงไหม และบทเรียนที่ต้องรู้

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สรุปเหตุการณ์ Bitget ถูกแฮก 351 ล้านดอลลาร์ เงินผู้ใช้ปลอดภัยจริงไหม และบทเรียนที่ต้องรู้