ในวงการคริปโต มีคำกล่าวที่หลายคนมักพูดกันว่า "Not your keys, not your coins" แปลแบบเข้าใจง่าย ๆ คือ ถ้าคุณไม่ได้ถือรหัสกุญแจส่วนตัว (Private Key) ของกระเป๋าเงินไว้เอง เหรียญในนั้นก็อาจไม่ใช่ของคุณร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่คุณฝากเงินไว้ถูกแฮ็กหรือปิดตัวลง เงินของคุณก็อาจหายไปด้วย

จากความกังวลนี้เอง ทำให้นักพัฒนาสร้างอุปกรณ์ที่เรียกว่า Hardware Wallet ขึ้นมา เพื่อช่วยให้เราเก็บเหรียญได้อย่างปลอดภัย และแบรนด์แรกที่บุกเบิกตลาดนี้จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกก็คือ "Trezor"

บทความนี้จะพาไปดูว่า Trezor มีที่มาอย่างไร และทำไมคนลงทุนบิทคอยน์หรือคริปโตถึงนิยมใช้เครื่องนี้กันครับ

1. ก่อนจะมี Trezor คนในยุคแรกเก็บคริปโตกันอย่างไร?

ย้อนกลับไปในช่วงปี 2011 - 2012 ตอนที่ Bitcoin เพิ่งเริ่มเป็นที่รู้จัก การลงทุนในคริปโตยังเป็นเรื่องใหม่มาก และปัญหาใหญ่ที่สุดของคนยุคนั้นคือ "จะเก็บเหรียญอย่างไรให้ปลอดภัย?" ซึ่งในเวลานั้นมีทางเลือกหลัก ๆ แค่ 2 ทาง แต่ทั้งสองทางก็มีจุดอ่อนที่อันตรายมาก

วิธีที่ 1: ฝากไว้บนเว็บเทรด (Hot Wallet) 

วิธีนี้สะดวกที่สุด เพราะเปิดเว็บมาก็ซื้อขายได้เลย แต่มันแฝงมาด้วยความเสี่ยงมหาศาล เพราะเว็บไซต์เป็นผู้ถือรหัสผ่าน (Private Key) ของเราไว้ หากระบบรักษาความปลอดภัยของเว็บไม่ดีพอ แฮกเกอร์ก็สามารถเจาะระบบเข้ามาขโมยเงินของทุกคนไปได้ทันที บทเรียนที่ชัดเจนที่สุดคือเหตุการณ์เว็บเทรดชื่อดังอย่าง Mt. Gox ถูกแฮ็กในปี 2014 ทำให้เหรียญ Bitcoin จำนวนมหาศาลของลูกค้าหายวับไปในพริบตา

วิธีที่ 2: จดรหัสลงกระดาษ (Paper Wallet) 

เมื่อคนกลัวเว็บโดนแฮ็ก หลายคนจึงเลือกวิธีพิมพ์หรือจดรหัส Private Key ลงบนกระดาษ แล้วเก็บไว้ในลิ้นชัก วิธีนี้ปลอดภัยจากแฮกเกอร์ 100% เพราะกระดาษไม่ได้ต่ออินเทอร์เน็ต แต่ปัญหาคือ กระดาษสามารถฉีกขาด เปียกน้ำ หรือหมึกจางหายได้ และที่แย่กว่านั้นคือ เมื่อไหร่ที่คุณต้องการจะโอนเหรียญออกไปใช้ คุณก็ต้องเอารหัสในกระดาษนั้นมาพิมพ์ใส่คอมพิวเตอร์อยู่ดี ซึ่งถ้าคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นมีไวรัสหรือมัลแวร์ซ่อนอยู่ รหัสของคุณก็จะถูกขโมยไปทันทีเช่นกัน

2. จุดเริ่มต้นของไอเดีย "ตู้เซฟพกพา" ที่ตัดขาดจากอินเทอร์เน็ต

ทำความรู้จัก Trezor จุดเริ่มต้นของ Hardware Wallet และเหตุผลที่นักลงทุนทั่วโลกเลือกใช้

จากปัญหาที่กล่าวมา สองโปรแกรมเมอร์ชาวเช็กที่ชื่อ Marek Palatinus และ Pavol Rusnák ได้เริ่มพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน

Marek นั้นไม่ใช่คนแปลกหน้าในวงการคริปโต เขาเป็นผู้คิดค้นระบบขุด Bitcoin แบบรวมกลุ่ม (Mining Pool) แห่งแรกของโลก เขาจึงต้องจัดการกับเหรียญจำนวนมาก และรู้ดีว่าการฝากความปลอดภัยไว้กับโปรแกรมสแกนไวรัสในคอมพิวเตอร์นั้น "ไม่เพียงพอ" ที่จะรับมือกับแฮกเกอร์มืออาชีพได้

ทั้งคู่จึงได้ข้อสรุปว่า ทางเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้คือ ต้องสร้าง "อุปกรณ์ชิ้นใหม่ (Hardware)" ขึ้นมาโดยเฉพาะ อุปกรณ์นี้จะต้องทำหน้าที่เก็บรหัส Private Key ไว้ข้างในอย่างมิดชิด โดยมีกฎเหล็กเพียงข้อเดียวคือ "รหัสผ่านจะต้องไม่มีวันหลุดออกจากอุปกรณ์ชิ้นนี้ไปสู่คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตโดยเด็ดขาด"

ด้วยความมุ่งมั่นนี้ ในปี 2013 พวกเขาจึงได้ก่อตั้งบริษัท SatoshiLabs ขึ้นมา เพื่อเปลี่ยนไอเดียอุปกรณ์ตู้เซฟพกพานี้ให้กลายเป็นความจริง

3. Trezor เครื่องแรกออกสู่ตลาด

This is the blog post title

การสร้างฮาร์ดแวร์ชิ้นใหม่จากศูนย์ไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาต้องใช้เวลาพัฒนาและระดมทุนจากผู้คนที่เชื่อมั่นในไอเดียนี้ จนกระทั่งในปี 2014 บริษัท SatoshiLabs ก็สามารถผลิตและส่งมอบ Trezor Model One ซึ่งเป็น Hardware Wallet เครื่องแรกของโลกได้สำเร็จ

ชื่อแบรนด์ "Trezor" มาจากภาษาเช็กที่แปลว่า "ตู้เซฟ" ซึ่งอุปกรณ์เครื่องแรกนี้ถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาดและแก้ปัญหาในอดีตได้หมดจด ตัวเครื่องมีขนาดเล็กพกพาง่าย มาพร้อมหน้าจอแสดงผลและปุ่มกด 2 ปุ่ม ซึ่งการออกแบบที่ดูเรียบง่ายนี้มีความหมายซ่อนอยู่ครับ

เวลาที่คุณจะโอนเหรียญออก หน้าจอบนเครื่อง Trezor จะแสดง "จำนวนเงิน" และ "ที่อยู่กระเป๋าปลายทาง" ให้คุณตรวจสอบด้วยตาตัวเองก่อน ต่อให้แฮกเกอร์จะปล่อยไวรัสมาเปลี่ยนตัวเลขบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณให้เป็นที่อยู่ของโจร แต่หน้าจอบนเครื่อง Trezor จะยังคงแสดงความจริงเสมอ

ที่สำคัญที่สุดคือ การจะกดยืนยันโอนเงินได้ คุณจะต้อง "ใช้นิ้วกดปุ่มบนตัวเครื่อง Trezor จริง ๆ เท่านั้น" แฮกเกอร์ที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์อีกซีกโลกหนึ่ง ไม่สามารถยื่นมือมากดปุ่มบนเครื่องของคุณได้ นวัตกรรมนี้จึงเป็นการรวมข้อดีของการเก็บแบบออฟไลน์ (เหมือนกระดาษ) และความสะดวกสบายในการใช้งาน (เหมือนเว็บเทรด) เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบครับ

4. เหตุผลที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้ Trezor

แม้ปัจจุบันจะมีกระเป๋าคริปโตแบรนด์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ Trezor ก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูง นี่คือเหตุผลหลักที่คนยังเลือกใช้แบรนด์นี้ครับ

  •  ระบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ (Open-Source) 

ซอฟต์แวร์ของ Trezor เป็นระบบเปิด (Open-Source) ทั้งหมด หมายความว่าโปรแกรมเมอร์ทั่วโลกสามารถเข้าไปดูโค้ดการทำงานได้ หากเจอจุดบกพร่องก็จะช่วยกันแจ้งเตือนและแก้ไขได้ทันที ความโปร่งใสนี้ทำให้ผู้ใช้รู้สึกมั่นใจและเชื่อถือในความปลอดภัยของระบบ

  • ต้องกดยืนยันบนตัวเครื่องเท่านั้น และมีระบบป้องกันขั้นเด็ดขาด 

ทุกครั้งที่คุณจะโอนเหรียญออก คุณจะต้องเอานิ้วไปกดปุ่มหรือแตะหน้าจอบนเครื่อง Trezor ด้วยตัวเองเสมอ แฮกเกอร์ไม่สามารถสั่งโอนเงินผ่านอินเทอร์เน็ตได้เลย นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมาก เช่น หากมีคนขโมยเครื่องของคุณไปแล้วพยายามเดารหัสผ่านเข้าเครื่อง (PIN) หากกด PIN ผิดครบ 10 ครั้ง ตัวเครื่องจะทำการล้างข้อมูล (Reset) ตัวเองทันที (***จำนวนครั้งแล้วแต่รุ่น) ทำให้คนร้ายไม่สามารถเข้าถึงเหรียญของคุณได้เลย

  • ใช้งานง่ายผ่านโปรแกรม Trezor Suite 

หลายคนคิดว่า Hardware Wallet จะใช้งานยาก แต่แอปพลิเคชันจัดการกระเป๋าของ Trezor ที่ชื่อว่า Trezor Suite ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย หน้าตาคล้ายกับแอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือ ทำให้มือใหม่สามารถจัดการพอร์ต โอนเงิน หรือแลกเปลี่ยนเหรียญได้ไม่ยาก

  • มีฟีเจอร์ความปลอดภัยที่ทันสมัย 

Trezor มีการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เช่น การสร้างระบบ Shamir Backup ที่ให้ผู้ใช้สามารถแบ่งรหัสผ่านสำรอง (Seed Phrase) ออกเป็นหลาย ๆ ส่วนได้ เพื่อลดความเสี่ยงในกรณีที่ทำกระดาษจดรหัสผ่านหาย และในเครื่องรุ่นใหม่ ๆ ก็มีการใส่ชิปความปลอดภัยพิเศษ (Secure Element) เข้ามาเพิ่มเติมด้วย

5. ปัจจุบัน Trezor มีกี่รุ่น และควรเลือกรุ่นไหนดี?

This is the blog post title

หลังจากเห็นความสำคัญของ "ตู้เซฟพกพา" กันไปแล้ว หลายคนน่าจะเริ่มสนใจและมีคำถามตามมาว่า แล้วเราควรจะเลือกซื้อ Trezor รุ่นไหนดี? 

ปัจจุบันทางแบรนด์ได้ออกแบบรุ่นต่าง ๆ ออกมาให้เหมาะกับสไตล์การใช้งานและงบประมาณที่ต่างกัน ดังนี้ครับ

1. Trezor Model One (รุ่นคลาสสิกขวัญใจมือใหม่) 

นี่คือรุ่นบุกเบิกที่สร้างชื่อเสียงให้กับวงการ Hardware Wallet และยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน จุดเด่นคือราคาเข้าถึงง่ายที่สุด ตัวเครื่องมีขนาดเล็กกะทัดรัด ควบคุมผ่านปุ่มกด 2 ปุ่มหน้าเครื่อง เหมาะมากๆ สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มลงทุนคริปโต และต้องการเก็บรักษาเหรียญอย่างปลอดภัยในงบประมาณที่คุ้มค่า

2. Trezor Safe 3 และ Safe 5 (รุ่นอัปเกรดความปลอดภัยขั้นสูง) 

ซีรีส์ "Safe" เป็นรุ่นเจเนอเรชันใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อความปลอดภัยที่แน่นหนายิ่งขึ้น โดยมีการฝังชิปพิเศษที่เรียกว่า Secure Element (SE) เข้าไปในตัวเครื่อง ชิปตัวนี้ทำหน้าที่ป้องกันการเจาะระบบ หากมีใครพยายามงัดแงะแกะตัวเครื่องของเราโดยตรง

  • Safe 3: เป็นรุ่นที่ใช้ปุ่มกดเหมือนเดิม แต่อัปเกรดชิปความปลอดภัย ดีไซน์ทันสมัยขึ้น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

  • Safe 5: อัปเกรดมาใช้หน้าจอสีแบบสัมผัส (Touchscreen) ที่ใหญ่ขึ้น ช่วยให้เรากดรหัสผ่านและตรวจสอบข้อมูลบนหน้าจอได้ลื่นไหลและสะดวกกว่าเดิมมาก 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

 3. Trezor Safe 7 (รุ่นเรือธงล่าสุด) 

จุดที่ทำให้ Trezor Safe 7 แตกต่างจากรุ่น 3 และ 5 อย่างก้าวกระโดด ไม่ใช่แค่เรื่องดีไซน์หรือวัสดุ แต่คือการเข้ามา "แก้ปัญหา" ให้นักลงทุนยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวขั้นสุด

ในอดีต ข้อจำกัดหนึ่งของ Hardware Wallet คือคุณมักจะต้องเสียบสายใช้งานกับคอมพิวเตอร์เป็นหลัก ซึ่งไม่สะดวกเอาเสียเลยเวลาที่คุณอยู่นอกบ้านแล้วเกิดเหตุการณ์ตลาดผันผวนรุนแรง Trezor Safe 7 จึงถูกออกแบบมาเพื่อทลายข้อจำกัดนี้ ด้วยการรองรับ การเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือได้อย่างสมบูรณ์แบบ เปลี่ยนสมาร์ตโฟนของคุณให้กลายเป็นพอร์ตโฟลิโอ ที่สามารถเช็กยอด ซื้อขาย หรือโอนเหรียญได้อย่างปลอดภัยทุกที่ทุกเวลา

แน่นอนว่าเมื่อถูกออกแบบมาให้พกพาออกนอกบ้านได้สะดวกขึ้น Trezor จึงจัดเต็มระบบความปลอดภัยที่เด็ดขาดที่สุดเพื่อความอุ่นใจ โดยเฉพาะระบบป้องกันการเดารหัสผ่าน (PIN Protection) หากเครื่องสูญหายหรือถูกขโมย แล้วคนร้ายพยายามเดารหัส PIN ผิดครบ 10 ครั้งเมื่อไหร่ ตัวเครื่องจะทำการล้างข้อมูล (Factory Reset) ตัวเองทิ้งทันที

คุณจึงสามารถพกพา Trezor Safe 7 ออกไปใช้งานนอกสถานที่ จัดการคริปโตผ่านมือถือได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะตกไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพเลยแม้แต่น้อย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

บทสรุป

Trezor ไม่ได้เป็นแค่อุปกรณ์ไอทีชิ้นหนึ่ง แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรามีอำนาจควบคุมเงินดิจิทัลของตัวเองได้อย่างแท้จริง การทำงานที่เน้นความโปร่งใส ปลอดภัย และออกแบบมาให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกยังคงไว้วางใจเลือกใช้ Trezor เป็น "ตู้เซฟ" คู่กายมาจนถึงทุกวันนี้ครับ

ทิ้งข้อความไว้

โปรดทราบว่าความคิดเห็นจะต้องได้รับการอนุมัติก่อนที่จะเผยแพร่

เว็บไซต์นี้ได้รับการคุ้มครองโดย hCaptcha และมีการนำนโยบายความเป็นส่วนตัวของ hCaptcha และข้อกำหนดในการใช้บริการมาใช้

ทำไม Authorized Reseller ถึงช่วยลดความเสี่ยง Supply Chain Attack ได้มากกว่าที่คิด?

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ทำไม Authorized Reseller ถึงช่วยลดความเสี่ยง Supply Chain Attack ได้มากกว่าที่คิด?

2FA คืออะไร มีแบบไหนบ้าง? เจาะความเสี่ยง Cloud Sync ที่ทำให้ 2FA ของคุณไม่ต่างจากไม่มี 2FA

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 2FA คืออะไร มีแบบไหนบ้าง? เจาะความเสี่ยง Cloud Sync ที่ทำให้ 2FA ของคุณไม่ต่างจากไม่มี 2FA

ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตคืออะไร ทำไมสายคริปโตต้องมี

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตคืออะไร ทำไมสายคริปโตต้องมี