สารบัญ

หากคุณอยู่ในโลกของ Bitcoin มาสักระยะ คุณน่าจะเคยได้ยินประโยคนี้

"Not your keys, not your coins."

ประโยคสั้น ๆ ที่กลายเป็นหลักคิดสำคัญของวงการคริปโตมาตลอดกว่าทศวรรษ

สำหรับนักลงทุนรายย่อย วิธีปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือการถือ Private Key ด้วยตัวเองผ่าน Hardware Wallet ไม่ว่าจะเป็น Trezor, Coldcard, BitBox หรือแบรนด์อื่น ๆ แล้วเก็บ Seed Phrase ไว้ในสถานที่ปลอดภัย แนวคิดนี้เรียกว่า Self-Custody หรือการดูแลสินทรัพย์ด้วยตนเอง

แต่เมื่อ Bitcoin เริ่มถูกนำมาใช้ในระดับสถาบัน คำถามใหม่ก็เริ่มเกิดขึ้นครับ

หากผู้ถือ Bitcoin ไม่ใช่บุคคลธรรมดา แต่เป็นธนาคาร กองทุน ETF บริษัทมหาชน หรือผู้จัดการสินทรัพย์ที่ดูแลเงินของลูกค้าหลายแสนล้านบาท พวกเขาจะเก็บ Bitcoin อย่างไร?

คำตอบอาจไม่ใช่อย่างที่หลายคนคิด

เพราะแม้เป้าหมายสุดท้ายยังคงเป็นการปกป้อง Private Key เหมือนเดิม แต่โครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังกลับแตกต่างจาก Hardware Wallet ที่นักลงทุนส่วนใหญ่คุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง

บทความนี้จะพาคุณสำรวจและเจาะลึกเทคโนโลยีที่ว่านี้กันครับ

ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่การเก็บ Bitcoin แต่คือการเก็บ "กุญแจ"

ในทางเทคนิค Bitcoin ไม่ได้ถูกเก็บอยู่ใน Hardware Wallet แต่ Bitcoin ทั้งหมดอยู่บน Blockchain เสมอครับ สิ่งที่ Hardware Wallet เก็บจริง ๆ คือ Private Key หรือกุญแจดิจิทัลที่ใช้พิสูจน์ความเป็นเจ้าของและใช้อนุมัติการโอนสินทรัพย์

Seed Phrase 12 หรือ 24 คำ ที่เราคุ้นเคย ก็เป็นเพียงรูปแบบที่มนุษย์สามารถจดจำได้ง่ายของข้อมูลที่ใช้สร้าง Private Key เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ความปลอดภัยของ Bitcoin จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเหรียญ แต่ขึ้นอยู่กับการปกป้อง Private Key

สำหรับนักลงทุนรายย่อย นี่เป็นปัญหาที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา เรามีกุญแจหนึ่งชุด เราปกป้องกุญแจชุดเดียวของเราให้ดีที่สุด

แต่สำหรับระดับสถาบัน การมี "กุญแจเพียงชุดเดียว" กลับเป็นปัญหาครับ

ลองนึกภาพกองทุนที่ถือ Bitcoin มูลค่า 20,000 ล้านบาท

คำถามที่ต้องตอบไม่ได้มีเพียงว่า

  • จะเก็บ Seed Phrase ไว้ที่ไหน?
  • ใครควรมีสิทธิ์เข้าถึง?
  • ใครสามารถอนุมัติธุรกรรมได้?
  • หากผู้ถือกุญแจลาออกจะเกิดอะไรขึ้น?
  • หากเกิดภัยพิบัติที่สำนักงานใหญ่จะกู้ระบบอย่างไร?
  • หากมีพนักงานภายในพยายามโจรกรรมสินทรัพย์จะป้องกันอย่างไร?

ทันทีที่สินทรัพย์มีมูลค่าระดับพันล้านบาท การรักษาความปลอดภัยไม่ได้เป็นเรื่องของอุปกรณ์อีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องของการออกแบบระบบครับ

ทำไม Hardware Wallet จึงไม่เพียงพอสำหรับองค์กรขนาดใหญ่

Hardware Wallet เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับบุคคล ซึ่งช่วยให้ Private Key ถูกเก็บแยกจากอินเทอร์เน็ต ลดความเสี่ยงจากมัลแวร์หรือการโจมตีออนไลน์

แต่สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ Hardware Wallet กลับมีข้อจำกัดบางประการ

ประการแรกคือ Single Point of Failure

ในการใช้งานทั่วไป Hardware Wallet หนึ่งชุดมักใช้ปกป้อง Seed Phrase หนึ่งชุด หากบุคคลเพียงคนเดียวสามารถเข้าถึง Seed Phrase หรือ Private Key ได้ ก็อาจหมายความว่าองค์กรกำลังฝากความปลอดภัยของสินทรัพย์มูลค่าหลายพันล้านหรือหลายหมื่นล้านบาทไว้กับคนเพียงคนเดียว ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการบริหารความเสี่ยงขององค์กรขนาดใหญ่

ประการที่สองคือเรื่องของ Governance

องค์กรขนาดใหญ่ไม่สามารถปล่อยให้การเคลื่อนย้ายสินทรัพย์เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ครับ ธุรกรรมมูลค่าหลายร้อยล้านบาทอาจต้องผ่านการอนุมัติจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารความเสี่ยง ฝ่ายกำกับดูแล ผู้บริหารระดับสูง หรือคณะกรรมการ

ซึ่ง Hardware Wallet ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องกุญแจ (Private Key) แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อบริหารกระบวนการอนุมัติขององค์กร

จุดเริ่มต้นของ Institutional Custody

ในช่วงยุคเริ่มต้น หลายองค์กรเลือกใช้ระบบที่เรียกว่า Multi-Signature Wallet หรือที่ใครหลายคนรู้จักในชื่อ Multi-Sig

แนวคิดของ Multi-Sig ค่อนข้างเข้าใจง่าย แทนที่จะมีกุญแจหนึ่งดอก ระบบจะสร้างกุญแจหลายชุด ตัวอย่างเช่น Wallet แบบ 3-of-5 หมายความว่ามีกุญแจทั้งหมด 5 ชุด แต่ต้องใช้ 3 ชุดขึ้นไปในการอนุมัติธุรกรรม

หากเปรียบเทียบกับโลกจริง สิ่งนี้คล้ายตู้เซฟที่ติดตั้งแม่กุญแจไว้ 5 ตัว และต้องใช้กุญแจอย่างน้อย 3 ดอกในการเปิด ซึ่งข้อดีคือไม่มีใครสามารถย้ายสินทรัพย์ได้เพียงลำพัง

แนวคิดนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากทั้งการโจรกรรมและความผิดพลาดของมนุษย์ได้อย่างมาก

อย่างไรก็ตาม Multi-Sig ยังมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น

  • Blockchain ต้องรองรับ Multi-Signature
  • รูปแบบธุรกรรม Multi-Sig มักสามารถสังเกตได้บน Blockchain
  • ค่าธรรมเนียมธุรกรรมอาจสูงกว่า Wallet ปกติ
  • บาง Blockchain ไม่รองรับ Multi-Sig เลย

ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้การนำ Multi-Sig ไปใช้งานในหลาย Blockchain หรือในองค์กรขนาดใหญ่ไม่สะดวกนัก

แม้ในปัจจุบัน MPC จะได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกสถาบันจะใช้ MPC เพียงอย่างเดียว

ในความเป็นจริง ผู้ให้บริการ Institutional Custody แต่ละรายอาจเลือกใช้สถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน เช่น Multi-Signature, Hardware Security Module (HSM), MPC หรือแม้แต่การผสมผสานหลายเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อให้เหมาะกับระดับความปลอดภัย ข้อกำหนดทางกฎหมาย และ Blockchain ที่ต้องรองรับ

ดังนั้นคำว่า Institutional Custody จึงไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่หมายถึงแนวทางการออกแบบระบบเพื่อปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับองค์กรครับ

นั่นนำไปสู่การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีที่ปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างมากในอุตสาหกรรม

เทคโนโลยีนั้นคือ MPC

MPC คืออะไร?

Bitcast

MPC ย่อมาจาก Multi-Party Computation

เดิมที MPC ไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อคริปโตโดยเฉพาะ แต่มาจากงานวิจัยด้าน Cryptography ที่มีมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 โดยเป้าหมายของ MPC คือการทำให้หลายฝ่ายสามารถร่วมกันคำนวณบางอย่างได้ โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลลับของตนให้แก่กัน

เมื่อแนวคิดนี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัล ผลลัพธ์ที่ได้คือการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง Private Key ไปโดยสิ้นเชิงครับ

แทนที่จะสร้าง Private Key ขึ้นมาแล้วค่อยนำไปแบ่งเก็บรักษา MPC จะสร้างสิ่งที่เรียกว่า Key Shares หรือ "ส่วนแบ่งทางคณิตศาสตร์ของกุญแจ" ตั้งแต่เริ่มต้น โดยแต่ละ Share ไม่ใช่ Private Key และไม่สามารถนำไปใช้เพียงลำพังได้

ในเชิงคณิตศาสตร์ Private Key ยังคงมีอยู่ แต่ไม่มีฝ่ายใดถือครอง Private Key ฉบับเต็ม และในหลายการออกแบบที่ใช้ในระบบ MPC สมัยใหม่ Private Key จะไม่ถูกประกอบขึ้นมาเป็นชุดเดียวระหว่างการใช้งานเลย

สิ่งที่ทำให้ MPC แตกต่าง

จุดที่น่าสนใจที่สุดของ MPC คือ ในระบบ MPC Custody ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน หลายระบบถูกออกแบบให้ไม่จำเป็นต้องประกอบ Private Key ขึ้นมาเป็นชุดเดียวระหว่างการลงนามธุรกรรม

นี่เป็นประเด็นที่แม้แต่นักลงทุนคริปโตจำนวนมากก็ยังเข้าใจผิด หลายคนคิดว่า MPC เป็นเพียงการแบ่ง Seed Phrase ออกเป็นหลายส่วน

แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ครับ

หากคุณนำ Seed Phrase มาแบ่งออกเป็นสามชิ้น คุณยังคงมีกุญแจต้นฉบับอยู่เบื้องหลัง

ในทางกลับกัน MPC ใช้หลักคณิตศาสตร์เพื่อสร้าง Key Shares ตั้งแต่ต้น โดยแต่ละ Share ไม่สามารถนำไปคำนวณย้อนกลับเพื่อหากุญแจต้นฉบับได้ และเมื่อมีการลงนามธุรกรรม ระบบจะใช้แต่ละ Share ร่วมกันสร้าง Digital Signature โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยหรือประกอบ Private Key ฉบับเต็มขึ้นมาในระหว่างกระบวนการ

Fireblocks ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Asset Custody รายใหญ่ของโลก อธิบายหลักการนี้ไว้สั้น ๆ ว่า

"The complete key is never assembled in one place."

หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งคือ กุญแจเต็มไม่เคยถูกรวบรวมไว้ในจุดเดียวให้ใครสามารถขโมยได้ตั้งแต่แรกครับ

แล้วถ้า Share หายไปจะเกิดอะไรขึ้น?

นี่เป็นคำถามที่สำคัญมาก

หาก Hardware Wallet สูญหาย เราสามารถกู้คืนได้ด้วย Seed Phrase

แต่ในระบบ MPC โดยทั่วไปไม่มี Seed Phrase แบบ BIP39 ที่ผู้ใช้ต้องจดเก็บเหมือน Hardware Wallet แล้วจะทำอย่างไร?

คำตอบคือ ระบบ MPC สำหรับสถาบันส่วนใหญ่ออกแบบให้มี Threshold Policy

ตัวอย่างเช่น ระบบอาจมี Share ทั้งหมด 5 ส่วน แต่ต้องใช้เพียง 3 ส่วนในการสร้างลายเซ็นดิจิทัล

นั่นหมายความว่า แม้ Share หนึ่งหรือสองส่วนจะไม่สามารถใช้งานได้ ระบบก็ยังสามารถดำเนินงานต่อได้ตามปกติ

โดยในทางปฏิบัติ Share เหล่านี้มักถูกกระจายไปยังสถานที่และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่น

  • บางส่วนอยู่ใน Data Center
  • บางส่วนอยู่ใน Hardware Security Module (HSM)
  • บางส่วนอยู่ในระบบสำรองสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน
  • หรืออยู่ภายใต้การดูแลของผู้มีอำนาจคนละฝ่าย

ดังนั้นแม้เซิร์ฟเวอร์บางแห่งจะล่ม สำนักงานบางแห่งจะไม่สามารถเข้าถึงได้ หรืออุปกรณ์บางส่วนจะเกิดความเสียหาย ระบบก็ยังสามารถดำเนินงานต่อได้ตามนโยบายที่กำหนดไว้

ตารางเปรียบเทียบ Hardware Wallet vs Multi-Sig vs MPC

หัวข้อ Hardware Wallet Multi-Sig MPC
จำนวน Private Key 1 หลาย Key ไม่มีฝ่ายใดถือ Key เต็ม
Seed Phrase มี มีหลายชุด (ขึ้นอยู่กับการออกแบบ) โดยทั่วไปไม่มี Seed Phrase แบบ BIP39
Single Point of Failure มี ลดลง ลดลงมาก
การอนุมัติหลายฝ่าย ไม่รองรับโดยตรง รองรับ รองรับ
Blockchain ต้องรองรับหรือไม่ ไม่เกี่ยว ต้องรองรับ Multi-Sig ไม่จำเป็น
รูปแบบธุรกรรมบน Blockchain ปกติ มักเห็นว่าเป็น Multi-Sig ส่วนใหญ่เหมือน Wallet ปกติ
ความเป็นส่วนตัว สูง ต่ำกว่าเล็กน้อย สูง
เหมาะกับ Bitcoin ดีมาก ดีมาก ดี
เหมาะกับหลาย Blockchain ดี จำกัดบางเชน ดีมาก
เหมาะกับสถาบัน จำกัด ปานกลาง สูงมาก

แล้ว Hardware Wallet ยังมีบทบาทในโลกของ MPC หรือไม่?

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มคิดว่า หากสถาบันใช้ MPC แล้ว Hardware Wallet จะหมดความสำคัญหรือไม่

คำตอบคือ ไม่ครับ

ความจริงแล้วทั้งสองเทคโนโลยีไม่ได้แข่งขันกัน แต่สามารถทำงานร่วมกันได้

ผู้ให้บริการ Institutional Custody หลายรายเลือกใช้สถาปัตยกรรมแบบ Hybrid โดยนำ MPC มาผสมผสานกับเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น Hardware Security Module (HSM), ระบบ Cold Storage หรืออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง เพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น

กล่าวอีกมุมหนึ่ง MPC ไม่ได้เข้ามาแทนที่ Hardware Wallet แต่เข้ามาแก้ปัญหาที่ Hardware Wallet ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับ เช่น การอนุมัติธุรกรรมจากหลายฝ่าย การบริหารสิทธิ์ของผู้ใช้งานหลายระดับ และการลดความเสี่ยงจากการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งสามารถควบคุมสินทรัพย์ทั้งหมดได้

ดังนั้นในโลกของการดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้ง Hardware Wallet และ MPC ต่างก็มีบทบาทของตัวเอง เพียงแต่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาคนละรูปแบบครับ

Hardware Wallet กับ MPC ไม่ได้แข่งขันกัน

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มสงสัยว่า MPC ดีกว่า Hardware Wallet หรือไม่

คำตอบคือไม่จำเป็นครับ

เพราะทั้งสองสิ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาคนละประเภท

Hardware Wallet ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้บุคคลสามารถถือครองสินทรัพย์ด้วยตนเองได้อย่างปลอดภัย

ส่วน MPC ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้องค์กรสามารถบริหารสินทรัพย์ร่วมกันได้โดยไม่ต้องพึ่งพาบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

หากคุณเป็นนักลงทุนรายย่อยที่ถือ Bitcoin มูลค่าหลักแสนหรือหลักล้านบาท Hardware Wallet ยังคงเป็นทางเลือกที่เรียบง่ายและเหมาะสมที่สุดสำหรับการทำ Self-Custody

แต่เมื่อสินทรัพย์มีมูลค่าระดับหลายหมื่นล้านบาท และต้องมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายในการดูแล การรักษาความปลอดภัยก็ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเก็บ Private Key ให้ดีอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องของการออกแบบระบบ การกำกับดูแล และการแบ่งอำนาจในการควบคุมสินทรัพย์อย่างรอบคอบ

ด้วยเหตุนี้ ผู้ให้บริการ Institutional Custody จำนวนมากจึงเลือกใช้ MPC หรือสถาปัตยกรรมแบบ Hybrid ที่ผสมผสาน MPC, Multi-Signature, Hardware Security Module (HSM) และระบบควบคุมภายในองค์กร เพื่อสร้างโครงสร้างการดูแลสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและข้อกำหนดของแต่ละองค์กร

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Hardware Wallet, Multi-Sig หรือ MPC ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการปกป้อง Private Key ให้ปลอดภัยที่สุด เพียงแต่เลือกใช้แนวทางที่เหมาะสมกับขนาดของสินทรัพย์และรูปแบบของผู้ใช้งานครับ

ทิ้งข้อความไว้

โปรดทราบว่าความคิดเห็นจะต้องได้รับการอนุมัติก่อนที่จะเผยแพร่

เว็บไซต์นี้ได้รับการคุ้มครองโดย hCaptcha และมีการนำนโยบายความเป็นส่วนตัวของ hCaptcha และข้อกำหนดในการใช้บริการมาใช้

ธนาคารและกองทุนการเงินใหญ่ ๆ ที่มีหลัก 1,000+ Bitcoin เขาเก็บ Bitcoin กันยังไง?

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ธนาคารและกองทุนการเงินใหญ่ ๆ ที่มีหลัก 1,000+ Bitcoin เขาเก็บ Bitcoin กันยังไง?

วิธีรีเซ็ตเครื่อง (ล้างเครื่อง) Trezor Safe 3, 5 และ 7 กรณีลืมรหัส PIN

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ลืม PIN  แก้ยังไงใน Hardware Wallet ตระกูล Trezor Safe 

ทำความรู้จัก Trezor จุดเริ่มต้นของ Hardware Wallet และเหตุผลที่นักลงทุนทั่วโลกเลือกใช้

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ทำความรู้จัก Trezor จุดเริ่มต้นของ Hardware Wallet และเหตุผลที่นักลงทุนทั่วโลกเลือกใช้