- วิวัฒนาการ 3 ยุค: สถาบันการเงินโลกมอง Bitcoin เปลี่ยนไปอย่างไร?
- ถอดรหัสเคส Coinbase x Morpho: เมื่อ CeFi ผสานกับ DeFi
- ส่องแนวโน้มใน "ประเทศไทย" สถาบันและหน่วยงานกำกับดูแลขยับตัวไปถึงไหนแล้ว?
- 1. ฝั่งสำนักงาน ก.ล.ต. ไทย: ปูทางผลิตภัณฑ์ระดับสถาบัน
- 2. ฝั่งตลาดกองทุนรวม: เม็ดเงินรายใหญ่เริ่มไหลเข้า
- 3. ฝั่งธนาคารแห่งประเทศไทย: แนวนโยบาย Stablecoin สกุลบาท
- ข้อจำกัดในปัจจุบัน vs ฉากทัศน์อนาคตของสินเชื่อ Bitcoin ในไทย
- ชั่งน้ำหนักข้อดีและความเสี่ยง: การเก็บเอง vs การนำเหรียญไปค้ำกู้
- สรุป
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- 1. การนำ Bitcoin ไปค้ำประกันเพื่อกู้ยืม USDC ต่างจากการกู้เงินธนาคารทั่วไปอย่างไร?
- 2. ทำไมสถาบันการเงินถึงให้ความสำคัญกับดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fixed-Rate) มากกว่าดอกเบี้ยลอยตัว?
- 3. ปัจจุบันในประเทศไทยเราสามารถนำ Bitcoin ไปค้ำประกันเพื่อกู้เงินอย่างถูกกฎหมายได้แล้วหรือยัง?
- 4. หากราคา Bitcoin ลดลงอย่างรุนแรงระหว่างที่ติดสัญญากู้ยืมอยู่ จะเกิดอะไรขึ้น?
- 5. การแปลง Bitcoin ไปเป็น cbBTC เพื่อนำไปค้ำประกัน มีความเสี่ยงต่างจากการเก็บเหรียญเองอย่างไร?
หนึ่งในคำถามที่ค้างคาใจเพื่อน ๆ สาย HODL มาตลอดหลายปีก็คือ ถ้าเราเชื่อมั่นว่าราคาของ Bitcoin จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในระยะยาว แล้ววันที่เราจำเป็นต้องใช้เงินสดขึ้นมาจริง ๆ เราจะต้องจำใจเทขายสินทรัพย์ที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้จริง ๆ หรอ?
การขายบิตคอยน์นอกจากจะทำให้เราสูญเสียของดีที่มีอยู่น้อยชิ้นในโลกไปแล้ว ยังพ่วงมาด้วยภาระทางภาษีและต้นทุนค่าเสียโอกาสอีกมหาศาล
แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวใหญ่สะเทือนวงการการเงินทั่วโลกคือการที่กระดานเทรดยักษ์ใหญ่อย่าง Coinbase ได้เปิดตัวบริการกู้ยืมเงิน USDC แบบดอกเบี้ยคงที่ โดยใช้ Bitcoin เป็นหลักประกัน
เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ของแอปพลิเคชันซื้อขายเหรียญทั่วไป แต่เบื้องหลังคือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อผู้เล่นระดับสถาบันการเงินโลกไม่ได้มองบิตคอยน์เป็นของเล่นเก็งกำไรอีกต่อไป หากแต่มองเป็นหลักประกันทางการเงินชั้นยอดที่พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์ได้
วันนี้แอดจะพาเพื่อน ๆ ไปเจาะลึกมุมมองของสถาบันระดับโลก ถอดรหัสกลไกเบื้องหลังของเคสนี้ และเชื่อมโยงภาพกลับมาดูว่า สถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลทั้งในและต่างประเทศกำลังขยับตัวตามไปในทิศทางไหนกันครับ
วิวัฒนาการ 3 ยุค: สถาบันการเงินโลกมอง Bitcoin เปลี่ยนไปอย่างไร?
หากย้อนกลับไปมองเส้นทางตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทัศนคติของ Wall Street ที่มีต่อ Bitcoin ได้พัฒนาผ่าน 3 ช่วงเวลาสำคัญอย่างเห็นได้ชัด
ยุคแรก คือ ยุคแห่งความกังขา บรรดาผู้บริหารสถาบันการเงินดั้งเดิมเคยมองบิตคอยน์เป็นเพียงเครื่องมือเก็งกำไรไร้แก่นสาร หรือเป็นสินทรัพย์ของตลาดมืดที่รอวันแตกสลาย
จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ยุคที่สอง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง BlackRock และ Fidelity ก้าวเข้ามาผลักดัน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ สายตาวอลล์สตรีทจึงเริ่มปรับโฟกัสใหม่ โดยยอมรับบิตคอยน์ในฐานะทองคำดิจิทัลสำหรับกระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุน 1 ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อและการพิมพ์เงินของธนาคารกลาง
ทว่าในปัจจุบัน เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่สาม ซึ่งเป็นยุคที่สถาบันยกระดับบิตคอยน์ขึ้นเป็นสินทรัพย์ทุนสำรองเชิงยุทธศาสตร์และหลักประกันชั้นยอดที่ไม่สามารถแทรกแซงได้ หรือที่นักการเงินเรียกว่า Pristine Collateral
มีเหตุผลเชิงโครงสร้าง 4 ประการที่ทำให้สถาบันการเงินระดับโลกยกย่องบิตคอยน์ในระดับนี้
- ความขาดแคลนสัมบูรณ์ที่พิสูจน์ได้ทางคณิตศาสตร์: บิตคอยน์มีเพดานอุปทานตายตัวเพียง 21 ล้านเหรียญ ในขณะที่เงินตรากระดาษทั่วโลกกำลังถูกเจือจางมูลค่าจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
- การไร้ความเสี่ยงจากคู่สัญญาที่ระดับฐานราก: บิตคอยน์ไม่มีซีอีโอ ไม่มีหนี้สินของบริษัทให้ต้องพะวง ไม่มีความเสี่ยงล้มละลาย และไม่มีใครสามารถเสกเหรียญเพิ่มขึ้นมาเพื่อช่วยอุ้มใครได้เหมือนในระบบการเงินดั้งเดิม
- สภาพคล่องระดับสากลที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน: บล็อกเชนของบิตคอยน์ไม่เคยปิดทำการในวันหยุดราชการ ทำให้สถาบันสามารถประเมินมูลค่าสินทรัพย์และชำระบัญชีข้ามพรมแดนได้แบบเรียลไทม์
- กลยุทธ์การบริหารเงินทุนสำรองขององค์กร: บรรดาเศรษฐีและบริษัทมหาชนยึดถือปรัชญาทางการเงินที่ว่า การกู้เงินสดโดยใช้สินทรัพย์คุณภาพสูงค้ำประกัน คือวิธีสร้างสภาพคล่องที่ทรงพลังที่สุด เพราะนอกจากจะไม่ทำให้สูญเสียสินทรัพย์หายากไปแล้ว ยังไม่กระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์ที่ต้องรับรู้กำไรเพื่อจ่ายภาษีเหมือนการเทขายทิ้ง
หลักฐานเชิงประจักษ์ในยุคนี้เห็นได้ชัดเจนจากการที่กองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock เติบโตจนมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการทะลุกว่า 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่บริษัทมหาชนอย่าง Strategy Inc (เดิมคือ MicroStrategy) ยังคงเดินหน้าซื้อบิตคอยน์เข้าคลังอย่างต่อเนื่อง จนมียอดถือครองสะสมทะลุ 846,000 BTC เข้าไปแล้ว
แม้แต่สถาบันการเงินเก่าแก่อย่าง Cantor Fitzgerald ก็เพิ่งเปิดตัวธุรกิจสินเชื่อมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับการปล่อยกู้เงินสดแก่สถาบันที่มีบิตคอยน์เป็นหลักประกันโดยเฉพาะ
ถอดรหัสเคส Coinbase x Morpho: เมื่อ CeFi ผสานกับ DeFi
สิ่งที่ทำให้ข่าวล่าสุดของ Coinbase กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการสินทรัพย์ดิจิทัล อยู่ที่การผสมผสานจุดแข็งของสถาบันเข้ากับเทคโนโลยีบล็อกเชนแบบไร้รอยต่อ
โดยปกติแล้ว นักลงทุนสถาบันจะไม่สามารถลงไปกู้ยืมในโลก DeFi ทั่วไปได้โดยตรง เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย การยืนยันตัวตน และหน้าที่ความรับผิดชอบต่อผู้ถือหน่วยลงทุน Coinbase จึงทำหน้าที่เป็นประตูบานใหญ่ที่ถูกกำกับดูแลอย่างถูกต้อง โดยสร้างสะพานเชื่อมต่อเข้ากับโปรโตคอล Morpho Midnight บนเครือข่าย Base
เมื่อผู้ใช้หรือสถาบันนำบิตคอยน์มาวางเป็นหลักประกัน ระบบจะล็อกเหรียญไว้และแปลงสภาพเป็น Coinbase Wrapped Bitcoin หรือ cbBTC ในอัตรา 1 ต่อ 1 แบบอัตโนมัติ จากนั้น cbBTC จะถูกส่งขึ้นไปล็อกไว้ใน Smart Contract เพื่อปลดล็อกเงินกู้สกุล USDC ออกมาเข้าบัญชีทันที
สิ่งที่น่าสนใจคือการขยับจากระบบดอกเบี้ยลอยตัวเดิมบน Morpho Blue ซึ่งมีเงินกู้หมุนเวียนอยู่แล้วกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ มาสู่การใช้ดอกเบี้ยคงที่และกำหนดระยะเวลาคืนแน่นอน เพราะในโลกของการบริหารเงินทุนของสถาบัน การกู้เงินด้วยดอกเบี้ยลอยตัวที่ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะพุ่งขึ้นไปกี่เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถนำไปคำนวณต้นทุนทางการเงินได้อย่างแม่นยำ การล็อกดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญา จึงเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เปิดทางให้เงินทุนระดับองค์กรกล้าก้าวเข้ามาใช้งานอย่างมั่นใจ
ทว่าในข้อตกลงนี้ก็มีเงื่อนไขความปลอดภัยที่เข้มงวดมาก โดยกำหนดเพดาน Liquidation LTV ไว้ที่ 86% หากมูลค่าหนี้สินรวมดอกเบี้ยพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 86% ของมูลค่าหลักประกัน ระบบบนบล็อกเชนจะสั่งขายเหรียญทอดตลาดโดยอัตโนมัติ พร้อมคิดค่าปรับการบังคับขายอีก 4.38% ที่สำคัญ สำหรับสัญญาแบบดอกเบี้ยคงที่ หากถึงกำหนดวันสิ้นสุดสัญญาแล้วผู้กู้ไม่ยอมชำระคืนหนี้ สัญญาจะถูกสั่งบังคับขายทันที แม้ว่าราคาบิตคอยน์ในวันนั้นจะไม่ได้ร่วงลงมาก็ตาม
ส่องแนวโน้มใน "ประเทศไทย" สถาบันและหน่วยงานกำกับดูแลขยับตัวไปถึงไหนแล้ว?
ตัดภาพกลับมาดูที่บ้านเรา ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับคลื่นลูกใหม่ของสถาบันการเงินอย่างจริงจัง หากสังเกตหลักฐานเชิงประจักษ์ในช่วงปีที่ผ่านมา จะเห็นสัญญาณความเคลื่อนไหวจาก 3 เสาหลักอย่างชัดเจน:
1. ฝั่งสำนักงาน ก.ล.ต. ไทย: ปูทางผลิตภัณฑ์ระดับสถาบัน
สำนักงาน ก.ล.ต. ได้เดินหน้าเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อวางหลักเกณฑ์การจัดตั้ง Crypto ETF ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ควบคู่ไปกับการผลักดันสัญญาซื้อขายล่วงหน้า Crypto Futures เข้าสู่กระดาน TFEX เพื่อให้นักลงทุนสถาบันและกองทุนในไทยมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงได้อย่างถูกกฎหมาย นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังได้ปรับปรุงเกณฑ์เงินกองทุนสำหรับผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ DA Custodian เพื่อจูงใจให้เกิดผู้ดูแลรักษาสินทรัพย์ระดับสถาบันที่เป็นอิสระขึ้นในประเทศ
2. ฝั่งตลาดกองทุนรวม: เม็ดเงินรายใหญ่เริ่มไหลเข้า
ก่อนที่ Crypto ETF ในประเทศจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ บลจ. ชั้นนำในไทยได้นำร่องเปิดขายกองทุน Fund of Funds ที่เข้าลงทุนใน Spot Bitcoin ETF ต่างประเทศ เพื่อรองรับกลุ่มนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกองทุน ONE-BTCETFOF-UI ของ บลจ.วรรณ, กองทุน KT-BTCETFFOF-UI-A ของ บลจ.กรุงไทย หรือกองทุน ASP-CRYPTO-UI ของ บลจ.แอสเซท พลัส
3. ฝั่งธนาคารแห่งประเทศไทย: แนวนโยบาย Stablecoin สกุลบาท
ทางด้านแบงก์ชาติ ล่าสุดได้เปิดเผยว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ แนวนโยบายกำกับดูแล Thai Baht Stablecoin โดยมุ่งเน้นให้กลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ออกเหรียญที่มีเงินบาทหนุนหลังแบบ 1 ต่อ 1 เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับระบบชำระเงินของประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ก็ประสบความสำเร็จในการทดสอบการโอนเงินข้ามพรมแดนด้วย Stablecoin ใน Regulatory Sandbox ของ ธปท. มาแล้ว
ข้อจำกัดในปัจจุบัน vs ฉากทัศน์อนาคตของสินเชื่อ Bitcoin ในไทย
หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อต่างประเทศเริ่มเปิดให้เอาบิตคอยน์ไปค้ำกู้เงินสดกันแล้ว ศูนย์ซื้อขายในไทยจะเปิดให้บริการแบบนี้บ้างได้หรือไม่? คำตอบในปัจจุบันคือ ยังทำไม่ได้ครับ เนื่องจาก ประกาศ ก.ล.ต. ที่ กธ. 6/2566 ได้สั่งห้ามผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลทุกแห่งในไทยให้บริการหรือสนับสนุนการรับฝากและให้กู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัล หรือที่เรียกว่า Deposit Taking & Lending อย่างเด็ดขาด
เกณฑ์นี้ออกมาเพื่อคุ้มครองนักลงทุนจากบทเรียนในอดีต ที่เคยมีแพลตฟอร์มนำเหรียญของลูกค้าไปปล่อยกู้ต่อจนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง ดังนั้น หากในอนาคตประเทศไทยจะเกิดบริการนำ Bitcoin มาค้ำประกันเพื่อขอกู้เงินสดขึ้นจริง โมเดลธุรกิจจะไม่สามารถเกิดขึ้นบนกระดานเทรดคริปโทได้ แต่จะต้องเกิดขึ้นผ่านความร่วมมือของสถาบันการเงินที่มีใบอนุญาตสินเชื่อภายใต้การกำกับของ ธปท. ควบคู่กับ DA Custodian ภายใต้ใบอนุญาตของ ก.ล.ต.
"แม้ศูนย์ซื้อขายในไทยจะยังไม่สามารถให้บริการกู้ยืมได้ แต่ปัจจุบันเริ่มมีผู้เล่นในตลาดสินเชื่ออย่าง Liberix ที่บุกเบิกการปล่อยกู้เงินบาทโดยใช้คริปโทค้ำประกัน ซึ่งเป็นสัญญาณยืนยันชัดเจนว่าความต้องการสภาพคล่องเงินสดโดยไม่ยอมขายบิตคอยน์ของคนไทยเริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว ก่อนที่สถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่จะก้าวเข้ามาสู่ตลาดนี้อย่างเป็นทางการ"
ลองจินตนาการถึงภาพในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อกลุ่มสถาบันทางการเงิน หรือกลุ่มทุนที่ก้าวเข้ามาจับมือกันอย่างเต็มตัว ลูกค้า Private Banking หรือเจ้าของธุรกิจที่มีบิตคอยน์ต้นทุนต่ำ อาจสามารถนำเหรียญไปล็อกไว้กับ Custodian ที่ปลอดภัย แล้วขอกู้เงินสดบาทหรือ Thai Baht Stablecoin ออกมาหมุนเวียนในธุรกิจได้จริง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการโดนนำเหรียญไปหมุนซ้ำซ้อน
ชั่งน้ำหนักข้อดีและความเสี่ยง: การเก็บเอง vs การนำเหรียญไปค้ำกู้
เพื่อให้เพื่อน ๆ เห็นภาพความแตกต่างอย่างชัดเจน แอดได้สรุปการเปรียบเทียบระหว่างสองทางเลือกไว้ในตารางด้านล่างนี้:
| มิติการพิจารณา | การถือครองด้วยตนเอง (Pure Self-Custody) | การนำเหรียญไปค้ำประกันเพื่อกู้ยืม (Collateralized Borrowing) |
|---|---|---|
| การครอบครองกุญแจส่วนตัว | ถือกุญแจเอง 100% ผ่าน Hardware Wallet | โอนกรรมสิทธิ์การควบคุมไปให้ Custodian หรือ Smart Contract |
| ความเสี่ยงด้านคู่สัญญา | เป็นศูนย์ ไม่มีใครอายัดสินทรัพย์ได้ | มีความเสี่ยงที่ผู้ดูแลหรือระบบอาจเกิดปัญหาเทคนิค/สภาพคล่อง |
| ความเสี่ยงการถูกบังคับขาย | ไม่มี จำนวนบิตคอยน์ยังคงเท่าเดิมเสมอ | มีความเสี่ยงสูงหากราคาเหรียญดิ่งแตะระดับ LTV |
| สภาพคล่องเงินสดในมือ | ไม่มี จนกว่าจะตัดสินใจขายเหรียญออกมา | ได้รับเงินสด (USDC/บาท) ไปใช้งานทันทีโดยไม่ต้องขาย |
| ภาระทางภาษี (Tax Event) | ไม่มีภาระภาษีตราบใดที่ยังไม่ได้ขาย | ไม่ถือเป็นการขาย จึงไม่กระตุ้นให้เกิดภาษี Capital Gains |
| ความเสี่ยงของเทคโนโลยี | เก็บรักษาบน Native Chain ปลอดภัยสูงสุด | ต้องแปลงเป็น Wrapped Token ซึ่งพ่วงความเสี่ยง Smart Contract |
สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงของการโอนข้ามเชน สามารถอ่านบทความ ไขข้อสงสัยทำไมการโอน Bitcoin สามารถโอนได้หลาย Chain ของ Bitcast ประกอบได้เลยครับ
สรุป
การเคลื่อนไหวของ Coinbase ร่วมกับ Morpho และการตื่นตัวของวอลล์สตรีทในครั้งนี้ คือเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ระบบการเงินดั้งเดิมไม่ได้กำลังกลืนกิน Bitcoin แต่ระบบการเงินกำลังต้องยอมจำนนและปรับตัวเข้าหาคุณสมบัติที่แข็งแกร่งที่สุดของบิตคอยน์ต่างหาก
เมื่อสินทรัพย์ที่มีความขาดแคลนแท้จริงอย่าง Bitcoin กลายมาเป็นรากฐานของระบบเครดิตยุคใหม่ โลกการเงินในวันข้างหน้าจะค่อย ๆ ถูกหล่อหลอมด้วยความโปร่งใสและวินัยทางการเงินที่ไม่อาจเสกขึ้นมาได้เอง อย่างไรก็ตาม สำหรับพวกเราในฐานะผู้ถือครองรายบุคคล สิ่งสำคัญที่สุดคือการแบ่งสัดส่วนการบริหารความเสี่ยงให้ชัดเจน
Bitcoin ก้อนหลักที่สำคัญควรเก็บรักษาไว้ด้วยตัวเองอย่างเคร่งครัดบน Hardware Wallet ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสูง เพราะอำนาจอธิปไตยทางการเงินที่แท้จริงต้องอยู่ในมือเราเท่านั้น ส่วนการสร้างสภาพคล่องควรจำกัดไว้เฉพาะส่วนเสริมและมีการเผื่อความปลอดภัยไว้เสมอครับ
เพื่อน ๆ คิดเห็นอย่างไรกับทิศทางนี้ครับ? ในอนาคตถ้าธนาคารพาณิชย์ในไทยเปิดให้เราเอาบิตคอยน์ไปวางค้ำเพื่อขอกู้เงินซื้อบ้านได้จริง เพื่อน ๆ จะยอมนำเหรียญของตัวเองไปวางค้ำกันไหม? มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้ในคอมเมนต์นะครับ
และสำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการเริ่มต้นเก็บรักษากุญแจส่วนตัวอย่างปลอดภัย สามารถทักมาปรึกษาพวกเราได้ที่ LINE Official Account @bitcast (คลิกเพื่อปรึกษาได้ทันที) ,ติดตามบทความเพิ่มเติมได้ที่ คลังบทความ Bitcast หรือเข้าไปดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยนะครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. การนำ Bitcoin ไปค้ำประกันเพื่อกู้ยืม USDC ต่างจากการกู้เงินธนาคารทั่วไปอย่างไร?
การกู้เงินคริปโทผ่านระบบอย่าง Morpho บน Coinbase เป็นการอนุมัติสินเชื่อผ่าน Smart Contract ทันทีโดยอาศัยมูลค่าของบิตคอยน์ที่นำมาค้ำประกัน (Over-collateralized) ทำให้ไม่ต้องตรวจสอบประวัติเครดิตบูโรหรือสเตทเมนต์รายได้ และไม่มีขั้นตอนทางเอกสารที่ยุ่งยากเหมือนธนาคารทั่วไป
2. ทำไมสถาบันการเงินถึงให้ความสำคัญกับดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fixed-Rate) มากกว่าดอกเบี้ยลอยตัว?
สถาบันการเงินต้องวางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ดอกเบี้ยแบบลอยตัวในโลกคริปโทมีความผันผวนสูง ซึ่งอาจพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันจนทำให้แผนการลงทุนสะดุด การมีสินเชื่อดอกเบี้ยคงที่จึงช่วยปลดล็อกความกังวลและเปิดทางให้เงินทุนระดับสถาบันไหลเข้ามาได้มากขึ้น
3. ปัจจุบันในประเทศไทยเราสามารถนำ Bitcoin ไปค้ำประกันเพื่อกู้เงินอย่างถูกกฎหมายได้แล้วหรือยัง?
หากเป็น ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) ที่ได้รับใบอนุญาตในไทย ปัจจุบันยัง ไม่สามารถ เปิดให้บริการนี้ได้โดยตรงครับ เนื่องจากมีประกาศ ก.ล.ต. ควบคุมห้ามผู้ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายให้บริการรับฝากและให้กู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัล (ห้าม Deposit Taking & Lending) เพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบของกระดานเทรด
อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของผู้ให้บริการสินเชื่อเฉพาะทาง ปัจจุบันในไทยเริ่มมีแพลตฟอร์มอย่าง Liberix ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อเงินบาทค้ำประกันด้วยคริปโท (Crypto-Backed THB Loan) ที่เปิดให้ลูกค้ารายบุคคลและลูกค้ากลุ่ม Private Clients นำ Bitcoin หรือคริปโทเคอร์เรนซีชั้นนำมาวางเป็นหลักประกันเพื่อขอกู้เงินสดสกุลบาทไปหมุนเวียนได้โดยไม่ต้องขายเหรียญ โดยแยกโครงสร้างการจัดเก็บหลักประกันผ่าน Custodian มาตรฐานสากล
ทั้งนี้ ผู้กู้ยังคงต้องคำนวณอัตราส่วน LTV ให้ปลอดภัย และยอมรับความเสี่ยงของแพลตฟอร์ม รวมถึงความเสี่ยงในการถูก Liquidation หากราคาบิตคอยน์เกิดความผันผวนรุนแรงเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มระดับโลกครับ
4. หากราคา Bitcoin ลดลงอย่างรุนแรงระหว่างที่ติดสัญญากู้ยืมอยู่ จะเกิดอะไรขึ้น?
หากราคาบิตคอยน์ร่วงลงจน LTV แตะระดับ 86% ระบบจะทำการบังคับขายหลักประกัน (Liquidation) ทันทีบนบล็อกเชน พร้อมคิดค่าปรับเพิ่มเติมเพื่อชำระหนี้คืน ผู้กู้จึงต้องคอยเติมเหรียญเพิ่มเพื่อรักษาระดับความปลอดภัยอยู่เสมอ
5. การแปลง Bitcoin ไปเป็น cbBTC เพื่อนำไปค้ำประกัน มีความเสี่ยงต่างจากการเก็บเหรียญเองอย่างไร?
การเก็บเองใน Hardware Wallet มีความเสี่ยงคู่สัญญาเป็นศูนย์ แต่การแปลงเป็น cbBTC หมายถึงการยอมรับความเสี่ยงในการฝากเหรียญไว้กับ Coinbase และความเสี่ยงจาก Smart Contract หรือเทคโนโลยีบริดจ์ หากระบบตัวกลางมีปัญหา เหรียญที่ถูกล็อกไว้อาจได้รับผลกระทบได้






แชร์:
Hardware Wallet คืออะไร? ฉบับเข้าใจง่าย เหมาะกับมือใหม่