สารบัญ

ใครสร้าง Hardware Wallet เครื่องแรกของโลก

หากพูดถึง Hardware Wallet ชื่อแรก ๆ ที่เพื่อน ๆ หลายคนนึกถึงกันมักหนีไม่พ้นชื่อของ Trezor แต่เบื้องหลังอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นนี้ได้ถูกยกให้เป็น “มาตรฐานความปลอดภัย” ของโลกคริปโตไปเสียแล้ว 

บริษัทเทคโนโลยีจากยุโรปกลางที่มีบทบาทที่สำคัญมากกว่าการขายอุปกรณ์ บริษัทนั้นคือ SatoshiLabs

บทความนี้จะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จัก SatoshiLabs แบบรอบด้าน ตั้งแต่จุดเริ่มต้น แนวคิด ปรัชญาความปลอดภัย ไปจนถึงเหตุผลว่า ทำไมบริษัทนี้จึงเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนทั่วโลกเก็บคริปโตไปตลอดกาล

SatoshiLabs คืออะไร และเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร

SatoshiLabs ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 ที่กรุงปราก ประเทศสาธารณรัฐเช็ก โดยกลุ่มนักพัฒนาและผู้ใช้งาน Bitcoin ตั้งแต่ยุคแรก เป้าหมายของบริษัทไม่ได้เริ่มจากการ “ขายสินค้า” แต่เริ่มจากคำถามง่าย ๆ แต่สำคัญมาก คือ

“เราจะเก็บ Bitcoin ของเราเองโดยไม่ต้องเชื่อใจใคร และไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคได้อย่างไร?”

ในช่วงปี 2011–2013 โลกคริปโตยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ผู้ใช้ส่วนใหญ่มักเป็นนักพัฒนา นักเข้ารหัส หรือกลุ่มคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูง ในสมัยนั้นยังไม่มีคำว่า Hardware Wallet ผู้ใช้ส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องเลือกระหว่าง

  • เก็บ private key ไว้ในคอมพิวเตอร์
  • ใช้เว็บวอลเล็ตหรือเว็บเอ็กซ์เชนจ์
  • หรือเก็บไฟล์/กระดาษแบบ manual ที่ยุ่งยากและผิดพลาดได้ง่าย

ทุกวิธีมีจุดร่วมเดียวกันคือ “ความเสี่ยงสูง” จาก malware, keylogger, phishing และการแฮกจากระยะไกล SatoshiLabs จึงได้ตั้งคำถามพื้นฐานว่า “ผู้ใช้จะเป็นเจ้าของ Bitcoin ของตัวเองได้จริงแค่ไหน” เมื่อ private key ต้องสัมผัสกับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา หรือถูกเก็บไว้กับบุคคลที่สาม ความเป็นเจ้าของก็กลายเป็นเพียงภาพลวงตา บริษัทจึงตั้งต้นจากสมมติฐานว่า หากไม่สามารถแก้ปัญหาการเก็บกุญแจได้ การยอมรับ Bitcoin ในวงกว้างจะไม่มีวันเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

ใครเป็นผู้ก่อตั้ง SatoshiLabs

SatoshiLabs ก่อตั้งโดยบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ Bitcoin ได้แก่

  • Marek Palatinus (รู้จักในชื่อ Slush)
  • Pavol Rusnak (รู้จักในชื่อ Stick)

ทั้งสองเป็นนักพัฒนาและผู้ใช้งาน Bitcoin ตั้งแต่ยุคเริ่มต้น และมีส่วนร่วมกับชุมชน Open-Source มาอย่างยาวนาน สิ่งสำคัญ คือ พวกเขาไม่ใช่คนนอกวงการที่เข้ามาเพราะกระแส แต่เป็นคนที่ “ใช้ Bitcoin จริง” และ “เสียเงินจริง” จากความไม่ปลอดภัยของระบบเดิม นั่นทำให้ SatoshiLabs เติบโตมาพร้อม mindset สำคัญข้อหนึ่งก็คือ

“Don’t trust, verify”

อย่าเชื่อเพียงเพราะมีคนบอกว่าปลอดภัย แต่ต้องตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง

ชื่อ “SatoshiLabs” กับอุดมการณ์ที่ตั้งใจสื่อ

ชื่อของบริษัทไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาอย่างบังเอิญ 

“Satoshi” คือการอ้างอิงถึง Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin และ

“Labs” สะท้อนแนวคิดการทดลอง การค้นคว้า และการตั้งคำถามต่อระบบเดิม

ชื่อ SatoshiLabs จึงเป็นเหมือนการประกาศจุดยืนตั้งแต่ต้นว่า บริษัทนี้ไม่ได้ตั้งใจเป็นเพียงผู้ขายอุปกรณ์ แต่ต้องการสืบทอดและทดลองต่อยอดอุดมการณ์ของ Bitcoin ในโลกความเป็นจริง โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการลดการพึ่งพาความเชื่อใจในตัวกลาง และการให้ผู้ใช้เป็นเจ้าของทรัพย์สินของตัวเองอย่างแท้จริง

การถือกำเนิดของ Trezor: จุดเปลี่ยนของโลกคริปโต

แนวคิดที่กลายเป็นรากฐานของ Hardware Wallet คือการแยกบทบาทของอุปกรณ์ออกจากกันอย่างชัดเจน คอมพิวเตอร์ควรทำหน้าที่เพียงเชื่อมต่อเครือข่ายและแสดงผล ในขณะที่ private key และการเซ็นธุรกรรมควรถูกแยกออกไปอยู่ในอุปกรณ์เฉพาะและไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และมีพฤติกรรมที่คาดเดาได้ แนวคิดนี้อาจดูเรียบง่ายในปัจจุบัน แต่ในเวลานั้นถือเป็นการพลิกกรอบความคิดของการเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลไปอย่างสิ้นเชิง

ในปี 2014 SatoshiLabs เปิดตัว Trezor One ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็น Hardware Wallet เครื่องแรกของโลก แนวคิดของ Trezor ในตอนนั้นเรียบง่าย แต่ทรงพลังมาก

  • 🔐 Private key ไม่เคยออกจากอุปกรณ์
  • 🖥️ คอมพิวเตอร์ทำหน้าที่แค่ “ส่งคำสั่ง”
  • ✍️ การเซ็นธุรกรรมเกิดขึ้นภายใน hardware เท่านั้น
  • 👀 ผู้ใช้ต้องกดยืนยันบนอุปกรณ์จริงทุกครั้ง

นี่คือครั้งแรกที่แนวคิด “Not your keys, not your coins” ถูกทำให้ใช้งานได้จริงสำหรับคนทั่วไป Trezor ได้ทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปไม่จำเป็นต้องเข้าใจระบบที่มีความยุ่งยาก แต่สามารถเป็นเจ้าของ private key ด้วยตัวเองผ่านอุปกรณ์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถ self-custody ด้วยตัวเองได้

ปรัชญาหลักของ SatoshiLabs: ความโปร่งใสต้องมาก่อนความลับ

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ SatoshiLabs แตกต่างจากหลายบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน คือ การยึดหลัก Open-source ที่เป็นหัวใจสำคัญเดียวกันกับ Bitcoin ที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถเข้ามาตรวจสอบได้

1. ทุกอย่างต้องตรวจสอบได้

ซอฟต์แวร์และเฟิร์มแวร์ของ Trezor เป็น open-source หมายความว่า

  • ใครก็สามารถดูโค้ดได้
  • นักพัฒนาภายนอกสามารถ audit ได้
  • ลดความเสี่ยงจาก backdoor หรือฟังก์ชันลับ

SatoshiLabs เชื่อว่า ระบบความปลอดภัยที่ต้องอาศัย “การปิดบัง” ย่อมเป็นระบบที่เปราะบางในระยะยาว

2. ผู้ใช้ต้องเข้าใจ ไม่ใช่แค่กดใช้งาน

SatoshiLabs ให้ความสำคัญกับ UX อย่างมาก เพราะมองว่า

“ความปลอดภัยที่ผู้ใช้ไม่เข้าใจ คือ ความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่ง”

อุปกรณ์จึงถูกออกแบบให้

  • หน้าจออ่านง่าย
  • ขั้นตอน setup ชัดเจน
  • การยืนยันธุรกรรมไม่ซับซ้อน

ทำไม SatoshiLabs ถึงสำคัญต่อโลกคริปโต

หากไม่มี SatoshiLabs และ Trezor โลกคริปโตอาจยังคงพึ่งพา

  • เว็บวอลเล็ต
  • เอ็กซ์เชนจ์
  • และตัวกลางมากกว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้

สิ่งที่ SatoshiLabs ทำสำเร็จ ไม่ใช่แค่การสร้างอุปกรณ์ แต่คือการ เปลี่ยน mindset ของผู้ใช้

จาก “มีใครเก็บเหรียญให้เราดีที่สุด”

เป็น “เราจะเก็บเหรียญของเราเองอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด”

สรุป

SatoshiLabs ไม่ใช่แค่บริษัทขาย Hardware Wallet แต่เป็นหนึ่งในผู้วางรากฐานแนวคิด Self-Custody ให้กับโลกคริปโตให้กลายเป็นสิ่งที่ใช้งานได้จริงสำหรับคนทั่วไป บริษัทนี้ไม่ได้พยายามสร้างความปลอดภัยแบบสมบูรณ์แบบ แต่พยายามสร้างระบบที่ผู้ใช้สามารถเข้าใจ ตรวจสอบ และรับผิดชอบได้ด้วยตัวเอง และนี่คือเหตุผลที่ชื่อของ SatoshiLabs หรือ Trezor ยังคงถูกนึกถึงเป็นชื่อแรก ๆ เมื่อมีการพูดถึง การเก็บ Bitcoin ด้วยตัวเอง 

ทิ้งข้อความไว้

โปรดทราบว่าความคิดเห็นจะต้องได้รับการอนุมัติก่อนที่จะเผยแพร่

เว็บไซต์นี้ได้รับการคุ้มครองโดย hCaptcha และมีการนำนโยบายความเป็นส่วนตัวของ hCaptcha และข้อกำหนดในการใช้บริการมาใช้